ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดวันอังคาร (13มิ.ย.)ตามเวลาท้องถิ่น ปรับตัวขึ้น ถือเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 5 วัน และสามารถดีดตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 92.8 จุดหรือ 0.44% ปิดที่ 21,328.47 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น10.96 จุดหรือ 0.45 % ปิดที่ 2,440.35 จุดและดัชนีแนสแด็ก บวก 44.90 จุดหรือ 0.73% ปิดที่ 6,220.37 จุด
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มการเงิน และเทคโนโลยีพุ่งขึ้น นำโดยหุ้นโกลด์แมน แซคส์ และแอ๊ปเปิ้ล ส่วนดัชนีแนสแด็ก ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 วัน หลังจากที่เมื่อวานนี้ ดัชนีแนสแด็กทำสถิติดิ่งลงมากที่สุดในช่วงเวลา 2 วัน นับตั้งแต่เดือนธ.ค.ปีที่แล้ว
ขณะที่นักลงทุนกังวลว่าหุ้นในกลุ่มเอฟเอเอเอ็นจี (FAANG )ซึ่งประกอบด้วย เฟซบุ๊ก แอ๊ปเปิ้ล อเมซอน เน็ตฟลิกซ์ และกูเกิล จะอยู่ในช่วงขาลง
อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทรุดตัวลงเมื่อวานนี้ แต่หุ้นกลุ่มดังกล่าว ถือเป็นกลุ่มที่ปรับตัวดีที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยพุ่งขึ้น 17.6% ตามมาด้วยหุ้นกลุ่มธุรกิจดูแลสุขภาพ ซึ่งดีดตัวขึ้น 12.1%
ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (พีพีไอ) ทรงตัวในเดือนพ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนเม.ย.ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ดัชนีพีพีไอจะทรงตัวในเดือนพ.ค.
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะเริ่มต้นการประชุมนโยบายการเงินเป็นเวลา 2 วันในวันนี้ ขณะที่รอดูเฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปในปีนี้ รวมทั้งการปรับลดงบดุลจากปัจจุบันที่ระดับ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์
ซีเอ็มอี กรุ๊ป ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือเฟดวอทช์ วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า มีโอกาสสูงถึง 99.6% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมสัปดาห์นี้





