ญี่ปุ่นเผยจีดีพีไตรมาสแรกขยายตัว 1% ลดลงจากประมาณการเบื้องต้นที่ 2.2%
รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกปีนี้ ขยายตัว 1% เทียบเป็นรายปี ซึ่งลดลงจากการประมาณการเบื้องต้นเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ระบุว่าจีดีพี ไตรมาสแรกขยายตัว 2.2%และหากเทียบเป็นรายไตรมาส พบว่า จีดีพีไตรมาสแรกขยายตัว 0.3% ลดลงจากการประมาณการเบื้องต้นที่ระดับ 0.5%
ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของตัวเลขจีดีพีั้ขยายตัว 0.3% ซึ่งลดลงจากการประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่ามีการขยายตัว 0.4%
ขณะที่การใช้จ่ายของบริษัทเอกชน ปรับตัวขึ้น 0.6% เพิ่มขึ้นจากการประมาณการเบื้องต้นที่ 0.2% โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนในภาคบริการและการก่อสร้าง ส่วนยอดการส่งออกสินค้าและการบริการ ขยายตัว 2.1% ไม่เปลี่ยนแปลงจากการประมาณการเบื้องต้น
นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่น ยังรายงานว่า ยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนเม.ย.แตะที่ระดับ 1.95 ล้านล้านเยน (1.8 หมื่นล้านดอลลาร์) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 แม้ว่ายอดเกินดุลการค้าลดลงปรับตัวลงก็ตาม
ทั้งนี้ ญี่ปุ่น มียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันเป็นเดือนที่ 34 โดยมียอดเกินดุลในธุรกิจการเดินทางซึ่งทำสถิติใหม่ที่ระดับ 1.779 แสนล้านเยนในเดือนเม.ย. โดยในเดือนดังกล่าวมีจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศมีทั้งสิ้น 2.58 ล้านคน
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าญี่ปุ่นไปประเทศเอเชียสูงขึ้น จึงส่งผลให้ญีปุ่นมียอดเกินดุลการค้าในเดือนเม.ย. แม้ว่าการเกินดุลการค้าในครั้งนี้จะถูกกดด้วยมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่พุ่งขึ้น ส่วนยอดนำเข้าน้ำมันดิบในเดือนเม.ย.ทะยานขึ้น 61.0% เมื่อเทียบรายปี
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีทรัพยากรจำกัด จึงต้องพึ่งพาน้ำมันดิบและทรัพยากรอื่นๆที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่วนใหญ่ยังคงหยุดการดำเนินงาน นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิในปี 2554





