ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ปิดซื้อขายวันอังคาร (4 เม.ย.)แทบไม่เปลี่ยนแปลง เหตุนักลงทุนรอดูสถานการณ์ ก่อนหน้าการประกาศรายได้ไตรมาสแรกของภาคธุรกิจ และการหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ขยับขึ้น 39.03 จุด หรือ 0.19% มาอยู่ที่ 20,689.24 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ขยับขึ้น 1.32 จุด หรือ 0.06% ที่ 2,360.16 จุด และดัชนีแนสแด็กปรับขึ้น 3.93 จุด หรือ 0.07% ปิดซื้อขายที่ 5,898.61 จุด
นักลงทุนพากันนั่งรอดูสถานการณ์อยู่รอบนอก ก่อนหน้าที่บริษัทต่างๆ จะเริ่มเปิดเผยผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีนี้ ในสัปดาห์หน้า ทั้งยังคงมีความกังขาเกี่ยวกับความสามารถของประธานาธิบดีทรัมป์ ในเรื่องการผลักดันนโยบายปฏิรูปภาษี และเรื่องอื่นๆ ที่เคยให้คำมั่นไว้
ตลาดยังให้ความสนใจถึงการประชุมสุดยอดระหว่าง 2 ผู้นำประเทศมหาอำนาจโลก สหรัฐ และจีน ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ที่ส่อเค้าว่าจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทั้งจากปัญหาเกาหลีเหนือ และความสัมพันธ์ทางการค้าของ 2 ฝ่าย
ขณะที่ตลาดยุโรป ก็ขยับขึ้นมาปิดในแดนบวกเช่นกัน หลังจากที่นักลงทุนตื่นตระหนกกับการข่าวการโจมตีรถไฟใต้ดินในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ของรัสเซียเมื่อวันก่อน จนเทขายหุ้น และหันไปลงทุนในทองคำ และเงินเยน ที่ถูกมองว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยแทน
ดัชนี FTSE 100 ของตลาดลอนดอน อังกฤษ ปรับขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 7,321.82 จุด ขณะดัชนี DAX 30 ของเยอรมนี ขยับขึ้นมา 0.2% ที่ 12,282.34 จุด และดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศส ปรับขึ้น 0.3% ปิดซื้อขายที่ 5,101.13 จุด
น้ำมันสูงสุดในรอบเกือบเดือน
ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก ปรับสูงสุดในรอบเกือบ 1 เดือน แรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบสำรองในสหรัฐลดลง
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือน พ.ค. ในตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ขยับขึ้น 79 เซนต์ หรือ 1.6% มาอยู่ที่ 51.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ สัญญาส่งมอบเดือนเดียวกัน ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ปรับขึ้น 1.05 ดอลลาร์ หรือ 2.0% ที่ 54.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันในทั้ง 2 ตลาดแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค.เป็นต้นมา จากรายงานปริมาณน้ำมันดิบสำรองสหรัฐ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ลดลง 1.8 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดไว้ว่าจะลดลง 435,000 บาร์เรล




