วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนะอียู-จีนสวมบทผู้นำสู้โลกร้อน

กรรมาธิการด้านภูมิอากาศของอียู ชี้ว่า จีน และยุโรป จำเป็นต้องแสดงความเป็นผู้นำร่วมกันในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทั่วโลก และจะไปคาดหวังว่าสหรัฐจะมีคณะบริหารที่เหมือนเดิมไม่ได้

นายมิเกล อาริอาส กาเยเต กรรมธิการด้านภูมิอากาศของสหภาพยุโรป (อียู) ให้สัมภาษณ์หลังหารือกับเจ้าหน้าที่ทางการจีน ว่า จีน และยุโรป จำเป็นต้องแสดงความเป็นผู้นำร่วมกันในด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และคงไม่สามารถคาดหวังว่าจะมีภาวะผู้นำที่เหมือนเดิมจากคณะบริหารใหม่ของสหรัฐ

นายกาเยเต ยอมรับว่าเสียดายที่สหรัฐถอนตัวออกจากนโยบายด้านภูมิอากาศ แต่ยืนยันว่าจีนและยุโรป ยังคงมีพันธกิจต้องขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้าเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทั่วโลก และจะไม่ถอยหลังกลับ แม้ว่าตอนนี้สหรัฐกำลังถอยกลับจากพันธกิจก่อนหน้านี้

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ได้ลงนามในคำสั่งยุติข้อบังคับด้านการเปลี่ยนแปลงของภูมิกาศที่มาจากยุคของนายบารัก โอบามา พร้อมกับเดินหน้าในภารกิจที่ให้คำมั่นไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งว่าจะสนับสนุนอุตสาหกรรมถ่านหิน และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการสนับสนุนของสหรัฐที่มีต่อข้อตกลงนานาชาติที่จะช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน

แผนพลังงานสะอาดของนายโอบามา ซึ่งมุ่งลดมลพิษจากโรงงานผลิตไฟฟ้า เป็นส่วนประกอบสำคัญของการให้คำมั่นระหว่างจีนและสหรัฐ ในปี 2557 ซึ่งทั้งสองชาตินี้เป็นผู้ผลิตแก๊สเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก และยังช่วยให้เกิดการลงนามสนธิสัญญาฉบับใหม่ของประเทศทั่วโลกในกรุงปารีส ของฝรั่งเศส ในปี 2558

ข้อตกลงปารีส มุ่งหวังให้ทั่วโลกยุติการปล่อยมลพิษเรือนกระจกภายในครึ่งหลังของศตวรรษนี้ และจำกัดภาวะโลกร้อนให้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับอุณหภูมิยุคก่อนอุตสาหกรรม

บรรดานักเคลื่อนไหวด้านภูมิอากาศต่างแสดงความกังวลว่า ท่าทีใหม่ของสหรัฐ อาจเป็นอันตรายต่อการเจรจาบังคับใช้ข้อตกลงปารีส ซึ่งมีกำหนดให้เสร็จสิ้นภายในปี 2561 และเรียกร้องให้อียูต้องเข้ามาเชื่อมรอยบาดหมาง

นายลี่ ฉัว ที่ปรึกษาด้านภูมิอากาศของกลุ่มกรีนพีซ กล่าวว่า มีความเสี่ยงที่ชัดเจนว่าสหรัฐอาจเลิกสนใจข้อตกลงที่ซับซ้อน ซึ่งหลายประเทศได้ตกลงกันไว้ที่กรุงปารีส และโลกอาจมีปัญหา แต่ถ้าอียูและจีนสามารถย้ำพันธกิจเพื่อเสร็จสิ้นกระบวนการไปได้ ก็จะเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่แรงกล้า

นายกาเยเต ชี้ว่า คำสั่งของนายทรัมป์ ที่ยุติข้อบังคับของนายโอบามา เป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่มีสัญญาณความตั้งใจของสหรัฐเมื่อต้องทำตามข้อตกลงปารีส และการที่จะทำตามพันธกิจของตัวเองได้ สหรัฐก็ต้องอธิบายว่าจะทำได้ตามเป้าหมายอย่างไร แต่ถ้าตอนนี้สหรัฐล้มเลิกทุกเครื่องมือเพื่อทำตามเป้าหมาย ก็ชัดเจนว่าสหรัฐจะไม่ทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

เขาเสริมว่า บทบาทของสหรัฐในการเจรจาเรื่องภูมิอากาศน่าจะแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แม้ยังเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงปารีส แต่ก็ยังมีส่วนรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศอยู่ดี