วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อคาเฟ่ยุคใหม่ไร้ ‘ไวไฟ’

เนื่องจากกระแสฟรีแลนซ์กำลังเติบโต ร้านคาเฟ่หลายแห่งจึงเต็มไปด้วยคนที่นั่งทำงานเงียบ ๆ ผ่านแล็ปท็อป แต่เจ้าของร้านบางคนพยายามจะสวนกระแสนี้

คืนวันศุกร์ในคาเฟ่เปิดใหม่แห่งหนึ่งในย่านลินคอล์นพาร์คของเมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐ แม้จะเต็มไปด้วยป้ายแปลก ๆ โต๊ะหน้าตาหลากหลาย เก้าอี้และโซฟากำมะหยี่ คล้ายกับร้านกาแฟอีกนับไม่ถ้วนในหลายเมืองของสหรัฐในมุมหนึ่งของคาเฟ่แห่งนี้มีจุดวางจำหน่ายการ์ดอวยพร และอีกมุมหนึ่งยังมีธงชาติสหรัฐแขวนบนเพดาน

แต่ร้านนี้มีเพียงความแตกต่างเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่โทรศัพท์ แทบเล็ต หรือแล็ปท็อป แต่เป็นผู้คนที่ยืนคุยกัน จิบไวน์และเบียร์ ขณะที่เด็ก ๆ นั่งเล่นเกมกระดาน (บอร์ดเกม) กันอย่างสนุกสนาน คาเฟ่แห่งนี้มีชื่อว่า “คิบบิตซ์เนสท์” (Kibbitznest) ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดอินเทอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) ถือเป็นร้านล่าสุดในหลายร้านที่หลีกหนีการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อพยายามสนับสนุนให้คนได้สนทนาแบบเห็นหน้าค่าตากันมากขึ้น

ถือเป็นภาพที่พบเห็นได้ยากในยุคสมัยนี้ที่คาเฟ่หลายแห่งคราคร่ำไปด้วยคนนั่งทำงานเงียบ ๆ ผ่านแล็ปท็อป บรรดาเชนร้านกาแฟส่วนใหญ่อย่าง “สตาร์บัคส์” และ “คาเฟ่เนโร” ต่างให้บริการไวไฟกับลูกค้า เช่นเดียวกับร้านกาแฟอิสระแห่งอื่น ๆ จึงทำให้ร้านกาแฟกลายเป็นจุดดึงดูดสำหรับบรรดาฟรีแลนซ์ หรือพนักงานที่มีเวลาทำงานยืดหยุ่นและไม่ต้องประจำออฟฟิศ หรือเลือกที่จะออกมาทำงานนอกบ้าน

อย่างไรก็ตาม แม้การที่คาเฟ่มีอาหารว่างมากมายและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะทำให้กลายเป็นสถานที่ทำงานในอุดมคติ แต่การที่คนจำนวนมากนั่งจดจ่อหน้าแล็ปท็อปของตัวเองก็ทำให้คาเฟ่ดูเหมือนเป็นสำนักงานแบบแปลนเปิดมากกว่าศูนย์กลางของการพบปะกัน

เพื่อตอบโต้กระแสนี้ แอนนี คอสติเนอร์ จึงเปิดร้านคิบบิตซ์เนสท์กับสามีของเธอชื่อ ลูอิส เพื่อให้ผู้คนตระหนักเกี่ยวกับความไม่สมดุลกันระหว่างการใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์กับการสื่อสารแบบเผชิญหน้า

คอสติเนอร์บอกว่า ลูกค้าของเธอต่างรู้สึกโล่งใจที่ได้เจอกับพื้นที่ที่ให้พวกเขาพักจากการเพ่งหน้าจอนาน ๆ พวกเขาบอกเธอด้วยว่ามีความสุขมากที่เธอเปิดร้านคาเฟ่แบบนี้

พื้นที่ปลอดไวไฟ

ปัจจุบันมีคาเฟ่ที่ให้บริการไวไฟคล้ายกันผุดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วสหรัฐ รวมถึงในกรุงลอนดอนของอังกฤษ เมืองแวนคูเวอร์ของแคนาดา และที่อื่น ๆ ร้านกาแฟปลอดไวไฟจึงเรียกว่าเป็นการตอบโต้การจดจ่อกับหน้าจอมากเกินไปและการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งกลายเป็นชีวิตประจำวันของเราไปแล้วในเวลานี้

รายงานของบริษัทนีลเสนเมื่อปี 2559 ระบุว่า ผู้ใหญ่ในสหรัฐใช้เวลากว่า 10 ชั่วโมงในการบริโภคสื่อในแต่ละวัน

“ผู้คนสมัยนี้เสพติดการจ้องมือถือตัวเอง” โจชัว มัลลีแน็กซ์ ลูกค้าร้านคิบบิตซ์เนสท์ซึ่งเดิมเข้ามาที่ร้านนี้เพื่อหาที่นั่งทำงานผ่านคอมพิวเตอร์กล่าว และเมื่อมัลลีแน็กซ์ได้รู้ว่าคาเฟ่นี้ปลอดไวไฟ เขาก็ยังไม่ไปไหน แถมยังบอกว่ารักแนวคิดนี้ แม้เขาจะมองว่าอาจทำได้จริงยากก็ตาม

คาเฟ่อย่างคิบบิตซ์เนสท์เรียกได้ว่ากลับสู่จุดประสงค์ดั้งเดิมของร้านกาแฟ นั่นคือเป็นสถานที่สำหรับการถกเถียงอย่างออกรสและการหารืออย่างมีเหตุผล และเหนือสิ่งอื่นใดคือการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

เดิมนั้น คาเฟ่ถือเป็นแหล่งพำนักที่สามนอกเหนือจากบ้านและที่ทำงาน ที่ผู้คนสามารถพูดคุยและใช้เวลากับเพื่อนฝูง

แหล่งพำนักที่สาม

ในปี 2531 เรย์ โอลเดนเบิร์ก บัญญัติวลี “แหล่งพำนักที่สาม” ในหนังสือชื่อ “เดอะ เกรท กู๊ด เพลซ” (The Great Good Place) โดยเขาเขียนว่าได้ค้นพบความสำคัญของคาเฟ่ (ไม่นับพวกผับ ร้านพิซซ่า ลานเบียร์ และโรงน้ำชา) ในฐานะเป็นสถานที่ชุมนุมที่มีความจำเป็นต่อสุขภาพจิตของเราและของสังคมโดยรวม

“การปราศจากสถานที่เหล่านี้” โอลเดนเบิร์กเขียน “ผู้คนจะยังคงรู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คนมากมายผลลัพธ์ทางสังคมที่คาดเดาได้เพียงอย่างเดียวจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคือพวกเขาจะเติบโตห่างเหินจากคนอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ”

โจดี เวเลน และสามีของเธอ ฟิล เมอร์ริก พบการแปลกแยกทางสังคมขึ้นที่คาเฟ่ของพวกเขาที่ชื่อ “ออกัสท์ เฟิร์สท์” ในเมืองเบอร์ลิงตัน รัฐเวอร์มอนต์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ ลูกค้าจะเข้ามาที่ร้าน เปิดแล็ปท็อปและตั้งหน้าตั้งตาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลาหลายชั่วโมง

“ตอนที่เราเปิดคาเฟ่ เราไม่ได้วาดฝันให้เป็นสถานที่ที่คุณเข้ามาแล้วต้องเจอกับความเงียบ” เวเลนกล่าว

หลังจากนั้นในปี 2555 พวกเขาก็เลิกให้บริการไวไฟและต่อมาในปี 2557 คาเฟ่ก็ออกกฎห้ามนำแล็ปท็อปเข้าร้าน แม้การเปลี่ยนแปลงในช่วงแรกจะสร้างบรรยากาศตึงเครียด และทำให้พวกเขาได้รับกระแสต่อต้านจากลูกค้า (ซึ่งส่วนใหญ่แสดงความเห็นในโลกออนไลน์) แต่กระแสตอบรับโดยรวมกลับเป็นบวก อีกทั้งทำให้ยอดขายของร้านเพิ่มขึ้น 20% เทียบกับปีก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้นเพียง 6%

อย่างไรก็ดี ความเป็นจริงคือหลายคนยังต้องการทำงานมากกว่าสนทนาในร้านกาแฟ ข้อมูลจากบริษัทโกลบอล เวิร์คเพลซ อะนาไลติกส์ ระบุว่า จำนวนประชาชนในสหรัฐที่ทำงานจากที่บ้าน หรือมักทำงานจากคาเฟ่เพื่อหนีสิ่งรบกวนที่บ้าน เพิ่มขึ้นมากถึง 103% นับตั้งแต่ปี 2548 หมายความว่าขณะนี้มีลูกจ้าง 3.7 ล้านคนทำงานทางไกลอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมด และตัวเลขเหล่านี้ไม่รวมถึงกลุ่มที่เป็นนายจ้างตัวเอง ซึ่ง 22% ในกลุ่มนี้ทำงานจากบ้าน

เทรนด์นี้แผ่ขยายไปทั่วโลก โดยผลสำรวจของอิพซอส/รอยเตอร์พบว่า ประมาณ 1 ใน 5 ของประชาชนทั่วโลกทำงานจากบ้าน ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากโดยเฉพาะในละตินอเมริกา เอเชีย และตะวันออกกลาง แม้ว่าจะยังไม่ฮิตเท่าในฮังการี เยอรมนี สวีเดน ฝรั่งเศส อิตาลี และแคนาดา

ด้านเจฟฟ์ เอ็กเซลล์เจ้าของร้าน “ฟอกซ์ อิน เดอะ สโนว์ คาเฟ่” ในเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ มองว่า คาเฟ่ควรเป็นสถานที่ซึมซับประสบการณ์ต่าง ๆ เขาเป็นเจ้าของร้านร่วมกับภรรยาของเขาชื่อ ลอเรน คัลลีย์ และพวกเขาก็ไม่เคยให้บริการไวไฟในร้านด้วย

เอ็กเซลล์บอกว่า ทุกวันนี้ คนเราสามารถให้ทุกอย่างมาส่งถึงบ้านได้ และการไปคาเฟ่ก็ควรเกี่ยวกับการพบปะและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน

“ผมต้องการสร้างร้านที่มีชีวิตชีวาจริง ๆ” เขากล่าว “เมื่อคุณเข้ามาในร้าน จะแทบรู้สึกราวกับเจอครอบครัวยักษ์สังสรรค์กันอยู่”

กิมมิคเล็กน้อย

เอ็กเซลล์และคัลลีย์จ้างบาริสต้าอย่างรอบคอบเพื่อให้ได้คนสนทนาเก่ง และยังปรับเคาน์เตอร์ในร้านให้เตี้ยลงเพื่อให้ลูกค้าไม่รู้สึกห่างเหินและนำป้ายชื่อและราคาของขนมออกเพื่อให้ลูกค้าถามพนักงาน จนทุกวันนี้ คาเฟ่ของทั้งคู่สามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วเมืองโคลัมบัสตั้งแต่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยไปจนถึงผู้ปกครอง เด็ก และเจ้าหน้าที่รัฐ

ด้านร้านคิบบิตซ์เนสท์จะจัดการอภิปรายหลายหัวข้อโดยเชิญคณะศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยชิคาโกร่วมบรรยายภายในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ขณะที่คอสติเนอร์หวังว่าจะก่อตั้งสโมสรหนังสือขึ้น และตอนนี้ก็เริ่มเปิดให้เช่าพื้นที่คาเฟ่สำหรับจัดกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างชุมชนปลอดเทคโนโลยี และดูเหมือนว่ากำลังไปได้สวยด้วย