ยูเอ็น มีมติประนามอิสราเอลและเรียกร้องให้หยุดตั้งนิคมชาวยิวในดินแดนของปาเลสไตน์ โดยสหรัฐงดออกเสียงและไม่ใช้สิทธิวีโตยับยั้งมติครั้งนี้
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ลงมติเมื่อวันศุกร์ มีเนื้อหาเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดสร้างนิคมชาวยิวทั้งหมดในดินแดนปาเลสไตน์โดยทันที ซึ่งรวมถึงนครเยรูซาเล็ม พร้อมทั้งระบุว่า นิคมชาวยิวไม่ชอบด้วยกฎหมายและกีดขวางแนวทางแก้ไขความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ด้วยหลักการสองรัฐ
แต่สหรัฐงดออกเสียงและไม่ได้ใช้สิทธิยับยั้งหรือวีโต้เพื่อคว่ำมตินี้ ทำให้ยูเอ็นสามารถออกมติประนามอิสราเอลเรื่องนโยบายสร้างนิคมชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2522
ซาแมนธา พาวเวอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐ บอกว่า สหรัฐไม่อาจขวางมตินี้ได้เพราะต้องการบรรลุเป้าหมายที่รอคอยมานานคือ การสถาปนารัฐปาเลสไตน์อยู่เคียงคู่กับรัฐอิสราเลอย่างสันติและมั่นคง
ขณะที่ทำเนียบรัฐบาลอิสราเอล เผยแพร่แถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรีเบนยามิน เนทันยาฮู ระบุว่าจะไม่ยอมรับมติของยูเอ็นและจะไม่ปฏิบัติตาม รวมทั้งตำหนิรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัก โอบามาที่ไม่พยายามปกป้องอิสราเอล
การตัดสินใจของสหรัฐครั้งนี้ เป็นอีกสัญญาณความขัดแย้งระหว่างโอบามาและผู้นำอิสราเอลในช่วงหลายปีนี้ ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐหลายชุดเคยใช้สิทธิวีโต้คว่ำมติของยูเอ็นเกี่ยวกับปัญหาอิสราเอลและปาเลสไตน์รวม 30 ครั้ง แต่ในปี 2552 รัฐบาลโอบามางดออกเสียงในการลงมติเรียกร้องให้มีการหยุดยิงในฉนวนกาซา
ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ วิจารณ์รัฐบาลที่ตัดสินใจงดออกเสียง และบอกด้วยว่าทุกอย่างจะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.
ปัจจุบัน มีชาวอิสราเอลราว 430,000 คนตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ของปาเลสไตน์ และยังมีชาวอิสราเอลอีกราว 200,000 คนอาศัยในนครเยรูซาเล็มฝั่งตะวันออก พื้นที่ที่ปาเลสไตน์คาดหวังให้เป็นเมืองหลวงของประเทศในอนาคต


