"ฮิลลารี"คว้าชัยเลือกตั้งหมู่บ้านแรก จับตาผลคะแนน 2 รัฐตัวแปรหลัก "ฟลอริดา-นอร์ทแคโรไลนา" ขณะสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ตั้งรับความผันผวนตลาดเงิน
การเลือกตั้งของสหรัฐเปิดฉากขึ้นวานนี้ (8 พ.ย.) โดยหมู่บ้านดิกซ์วิลล์นอตช์ในรัฐนิวแฮมป์เชียร์เป็นจุดแรกที่เปิดคูหาเลือกตั้งเมื่อช่วงเที่ยงคืนตามประเพณีที่ยาวนาน 56 ปี ปรากฏว่านางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต กวาดคะแนนเสียงในหมู่บ้านนี้ไป 4 เสียง ส่วนนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ได้ไป 2 เสียง สำหรับอีก 2 เสียงเป็นของผู้สมัครจากพรรครองลงไป
สำหรับการเลือกตั้งในหลายรัฐทางชายฝั่งตะวันออก เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.ตามเวลาในไทยวานนี้ เริ่มจาก 9 รัฐ ได้แก่ คอนเนคติคัต อินเดียนา เคนตักกี เมน นิวแฮมป์เชียร์ นิวเจอร์ซี นิวยอร์ก เวอร์มอนต์ และเวอร์จิเนีย
จากนั้นคูหาได้ทยอยปิดเวลา 7.00 น.วันนี้ (9 พ.ย.) แล้วจึงจะทยอยประกาศผลหรือการสำรวจความเห็นหน้าคูหาเลือกตั้ง ซึ่งอาจใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงกว่าจะทราบทิศทางของผลคะแนน โดยรัฐที่สามารถชี้ทิศทางได้น่าจะเป็นรัฐตัวแปรที่ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคใด อย่างนอร์ทแคโรไลนากับฟลอริดา อันเป็นรัฐที่นายทรัมป์ต้องชนะให้ได้ การสำรวจความเห็นสะท้อนว่าคะแนนนิยมนางฮิลลารีใน 2 รัฐ เปลี่ยนจากทิ้งห่างเป็นถูกตีตื้น
ในรัฐโอไฮโอ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรัฐตัวแปร ปรากฏว่าคะแนนนิยมของนางฮิลลารีนำอยู่ที่ 50% ต่อ 47% สำหรับรัฐเวอร์จิเนียที่ไม่ได้เป็นฐานเสียงพรรคใดเช่นกัน นางฮิลลารีมีคะแนนนิยมนำหน้าที่ 51% ต่อ 47% แต่ในรัฐแอริโซนาซึ่งเป็นหนึ่งรัฐตัวแปร นายทรัมป์มีคะแนนนิยมนำหน้าที่ 53% ต่อ 44%
ธนาคารตั้งรับตลาดผันผวน
ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐ อย่างมอร์แกนสแตนเลย์ เจพีมอร์แกนเชสแอนด์โค และโกลด์แมนแซคส์ ตั้งรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในตลาดเงิน หลังจากมีประสบการณ์จากกรณี “เบร็กซิท” ซึ่งคนอังกฤษสนับสนุนให้ถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป อันฉุดให้ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลงไป 3.6% ในครั้งนั้น โดยเจพีมอร์แกนประจำการเทรดเดอร์เพิ่มเติมในนิวยอร์ก เพื่อเสริมทีมเทรดในเอเชีย ในกรณีที่มีปริมาณการค้าพุ่งขึ้น
เทรดเดอร์คาดว่าหุ้นในตลาดนิวยอร์กจะแกว่งตัวขึ้นหรือลงในกรอบ 2% หลังจากทราบผลเลือกตั้ง แต่ซิตีกรุ๊ปประเมินว่าหากนายทรัมป์ชนะ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 อาจถูกเทขายจนดำดิ่งลงไป 3-5% นอร์ธเธิร์นทรัสต์เผยผลการสำรวจความเห็นผู้จัดการกองทุน ปรากฏว่ากว่า 1 ใน 3 คาดว่าการเลือกตั้งจะทำให้ตลาดผันผวนหนัก
ตลาดหุ้นพุ่ง
ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 2.1% เมื่อวันจันทร์ (7 พ.ย.) หลังจากสำนักสืบสวนสอบสวนกลางของสหรัฐแถลงว่าจะไม่ดำเนินคดีกับนางฮิลลารีหลังจากตรวจสอบการใช้เซิร์ฟเวอร์อีเมลส่วนตัวสมัยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ เพราะนักลงทุนมองว่านางฮิลลารีจะสานต่อนโยบายของประธานาธิบดีบารัก โอบามา แตกต่างจากนายทรัมป์ซึ่งมีนโยบายต่างประเทศ การค้า และคนเข้าเมือง ที่สร้างความวิตกแก่ตลาด
ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวสูงขึ้นเป็นส่วนใหญ่เช่นกันวานนี้ ดัชนีหั่งเส็งในตลาดฮ่องกงขยับขึ้น 0.5% หรือ 108.07 จุด หุ้นอินโดนีเซียพุ่งขึ้น 1.6% ตลาดมะนิลาทะยานไป 1.5% หุ้นเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 0.3% หุ้นสิงคโปร์ปรับตัวขึ้น 0.7% หุ้นมาเลเซียเพิ่มขึ้น 0.89% และหุ้นเซี่ยงไฮ้สูงขึ้น 0.5%
นายกานตี บัจไพ แห่งภาควิชาเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ กล่าวว่า จีนอาจเป็นผู้ชนะในศึกเลือกตั้งสหรัฐ เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเจตนารมณ์ที่สหรัฐมีต่อเอเชีย จะผลักดันประเทศต่างๆ ให้เข้าหาจีน และอิทธิพลของจีนในเอเชียจะเพิ่มขึ้นแน่นอนหากสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก (ทีพีพี)
ดีต่อเศรษฐกิจ
นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโทการจัดการภาครัฐและเอกชน (MPPM) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ไม่ว่าผู้นำสหรัฐคนใหม่จะเป็นใครจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ
เนื่องจากนโยบายของทั้ง 2 พรรคต่างชูเรื่องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาว่างงานที่ยังมีความเสี่ยงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ผู้เข้าลงสมัครต่างเร่งชูนโยบายที่เร่งให้เกิดการจ้างงานที่มากขึ้นผ่านนโยบายการคลัง
ห่วง‘ทรัมป์’จุดสงครามการค้าโลก
ส่วนประเด็นการค้าที่สหรัฐ ประสบปัญหาจากความนิยมซื้อสินค้านำเข้าจากจีนและเม็กซิโกที่มีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ทำให้ภาคการผลิตภายในประเทศสหรัฐต้องเผชิญกับปัญหาการย้ายฐานการผลิตส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาล การจ้างงานและการส่งออก ทำให้นายทรัมป์ มีแนวทางสนับสนุนมาตรการกีดกันทางการค้าด้วยมาตรการภาษี
“ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ เป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจโลก ที่อาจลุกลามไปสู่สงครามการค้าที่ถือเป็นมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ที่ทุกฝ่ายต่างจับตามองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ผู้ชนะจะเป็นใคร เนื่องจากการดำเนินนโยบายของทั้ง 2 ฝ่ายมีความต่างกันที่ชัดเจน”
จี้ไทยปรับตัวรับการค้าชะลอ
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ไม่ว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่จะมีผลต่อการค้าที่ชะลอตัว ซึ่งหนีไม่พ้นการส่งออกของไทยในปีหน้าจะติดลบจากการส่งออกไปจีนและอาเซียน แต่การส่งออกไปสหรัฐยังโตได้
ดังนั้นไทยต้องปรับตัว พัฒนาศักยภาพสินค้า ผลักดันการส่งออกที่ยั่งยืนและขยายตลาดไปยัง CLMV ที่ยังมีโอกาสเติบโตสามารถชดเชยส่งออกที่ยังหดตัวได้
ขณะเดียวกันไทยยังต้องอาศัยบาทอ่อนมารับมือและปีหน้าแนวโน้มเงินบาทยังอ่อนค่าไปถึง 37 บาทต่อดอลลาร์ แต่อ่อนค่าไม่แรงมาก จากปีนี้คาดว่า 35.5-36 บาทต่อดอลลาร์จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะอยู่ในระดับต่ำทรงตัวระดับ1.5% ต่อเนื่องจากปีนี้ เพื่อสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งออกไทย
ในขณะที่ปีหน้าเฟดมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง จากขึ้น 1 ครั้งในเดือนธ.ค.นี้ อีกทั้งปีหน้าต้องผลักดันการลงทุนภาคเอกชนให้เกิดขึ้นจริงและการท่องเที่ยวยังความหวังของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างทบทวนมุมมองการขยายตัวเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง จากเดิมคาดไว้ที่ 3.3% ในปีนี้ และ3.5%ในปีหน้า หลังจากไตรมาส 3 เริ่มเห็นส่งออกกลับมาเป็นบวกติดต่อกันสองเดือน แต่ยังต้องรอดูตัวเลขเดือนต.ค. ก่อน แต่คาดว่าทั้งปีน่าจะติดลบน้อยลง จากเดิมทั้งปีนี้คาดหดตัว -4%


