วัฒนธรรม 'ชายเป็นใหญ่' ขวางหญิงญี่ปุ่นทำงาน

รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการให้ผู้หญิงออกมาทำงานมากขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่อุปสรรคภายใต้วัฒนธรรมองค์การชายเป็นใหญ่ยังคงบดบังความคืบหน้า
ข้อมูลจากทางการญี่ปุ่นระบุว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นราว 3 ล้านคนไม่ได้ทำงานทั้ง ๆ ที่อยากจะทำ แต่มีบางบริษัทที่ช่วยปรับปรุงสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้มากกว่าบริษัทอื่น
ข้อมูลจากคาตาลิสต์ องค์กรไม่หวังผลกำไรที่ส่งเสริมสิทธิสตรีในสถานประกอบการ ระบุว่านิสสัน บริษัทรถยนต์ชื่อดังมีผู้หญิงเป็นผู้บริหารระดับสูง 9.1% ของผู้บริหารระดับสูงทั้งหมด สูงกว่าค่าเฉลี่ย 8.3% ของบริษัทญี่ปุ่นที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป
นางชิเอะ โคบายาชิ วัย 48 ปี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาความหลากหลายของนิสสัน เปิดเผยว่า เธอสนใจเข้าทำงานกับนิสสันตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย เนื่องจากการทำงานที่นี่มีเส้นทางสายอาชีพให้เลือกมากกว่าแค่สองทาง ถ้าไม่ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารก็ลาออกไปเป็นแม่บ้าน ในปี 2548 นางโคบายาชิเป็นคุณแม่ทำงานคนแรกที่นิสสันส่งไปทำงานในต่างแดน
นิสสัน มีนโยบายดึงผู้หญิงเข้ามาทำงานมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งอนุญาตลาคลอดได้เพียงพอ มีชั่วโมงการทำงานยืดหยุ่น ให้คำปรึกษาอาชีพ มีศูนย์ดูแลเด็กในสถานประกอบการที่สำนักงานใหญ่ในเมืองโยโกฮามา
บริษัทใหญ่ของญี่ปุ่นอีกหลายบริษัท เช่น คาลบี้และชิเซโด ต่างก็มีนโยบายพนักงานหญิงที่ก้าวหน้า แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะบริษัทเหล่านี้มีผู้บริหารระดับสูงเป็นชาวต่างชาติ พวกเขามักยกย่องนายคาร์ลอส โกสน์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) นิสสันที่เกิดในบราซิล ว่าช่วยพัฒนาแนวทางของบริษัทรถยนต์ แต่กระนั้นนิสสันก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่ต้องการให้บริษัทเอกชนมีผู้หญิงเป็นผู้บริหารระดับสูง 15% ภายในปี 2563
สถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศรายงานเมื่อเดือน ก.พ.ว่าจากการศึกษาบริษัทมหาชน เกือบ 22,000 แห่งใน 91 ประเทศ พบว่าการมีผู้หญิงเป็นผู้บริหารหรือคณะกรรมการบริหารบริษัทมากขึ้นช่วยเพิ่มผลกำไรของบริษัทได้ แต่บรรดาผู้หญิงในสายบริหารเล่าว่า พวกเธอต้องเจอกับเพดานแก้ว การจัดการงานบ้านพร้อม ๆ กับทำงานในองค์กรที่มีวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่นั้นยากมาก เพราะชั่วโมงการทำงานยาวนาน เลิกงานแล้วต้องไปดื่มกับเจ้านายซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์การทำงานอย่างหนึ่ง
ในปีนี้รัฐบาลญี่ปุ่นจึงพยายามกดดันบริษัทต่าง ๆ ให้เปิดเผยจำนวนพนักงานหญิง และแผนการสนับสนุนพวกเธอให้ได้เลื่อนตำแหน่ง
นางเคที มัตซุย จากโกลด์แมนแซคส์ ผู้ศึกษาผลกระทบของผู้หญิงต่อเศรษฐกิจ เสนอว่า บริษัทญี่ปุ่นจำเป็นต้องหาหนทางสนับสนุนเส้นทางอาชีพของผู้หญิงในระยะยาว ซึ่งเธอก็ได้แต่หวังว่าต่อไปคงไม่ใช่แค่ให้รัฐบาลออกคำสั่งว่าต้องทำนั่นทำนี่ แต่เป็นการริเริ่มจากภาคเอกชนเอง







