แอนดรอยด์ “เบอร์รอง”ชิงส่วนแบ่งกันเอง
บรรดานักวิเคราะห์มองว่า การยุติผลิตสมาร์ทโฟนรุ่น “กาแล็กซี่ โน้ต 7” ของยักษ์ใหญ่ “ซัมซุง” จากเกาหลีใต้ เนื่องจากความกังวลเรื่องความปลอดภัย อาจทำให้เกิดศึกชิงส่วนแบ่งตลาดระหว่างค่ายสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ด้วยกันเอง
นักวิเคราะห์จากแจ็คดอว์ รีเสิร์ช นายแจน ดอว์สัน กล่าวว่า การที่ซัมซุงเลิกผลิตกาแล็กซี่ โน้ต 7 เป็นการถาวร หลังวางจำหน่ายได้เพียงเดือนกว่านั้นไม่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนใจผู้ใช้ระบบแอนดรอยด์ให้หันไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่น โดยซัมซุงมีตลาดสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่พึ่งพาระบบแอนดรอยด์ ซึ่งการยกเลิกผลิตกาแล็กซี่โน้ต 7 จะทำให้เกิดช่องโหว่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยในตลาด
นอกจากนี้ การที่ผู้บริโภคจำต้องเลือกระหว่างสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการไอโอเอสของยักษ์ใหญ่ “แอ๊ปเปิ้ล” กับระบบแอนดรอยด์ ทำให้บรรดาผู้ผลิตมือถือที่ใช้ระบบแอนดรอยด์เหมือนกับซัมซุงอย่าง “แอลจี อิเล็กทรอนิกส์” และ “กูเกิล” ซึ่งต่างเพิ่งเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ มีโอกาสเหมาะที่จะชิงส่วนแบ่งตลาดที่ซัมซุงทำหลุดมือไป
ด้านนักวิเคราะห์จากเทคนาไลซิส รีเสิร์ช นายบ็อบ โอดอนเนลล์ก ล่าวว่า แอ๊ปเปิ้ลก็อาจได้ประโยชน์จากการเพลี่ยงพล้ำของซัมซุงเช่นกัน แต่คงไม่ได้ส่วนแบ่งที่หายไปทั้งหมด เพราะแอ๊ปเปิ้ลมีผลิตภัณฑ์ในตลาดเพียงรุ่นเดียว
บริษัทวิจัย “เทรนด์ฟอร์ซ” ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายสมาร์ทโฟนของแอ๊ปเปิ้ลอีก 3 ล้านเครื่องเป็น 208 ล้านเครื่อง พร้อมกับหั่นคาดการณ์ยอดขายของสมาร์ทโฟนซัมซุงลง 6 ล้านเครื่อง และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายของ “หัวเว่ย” ค่ายมือถือเบอร์ 3 ของโลกจากจีนอีก 4 ล้านเครื่อง นอกจากนี้ เทรนด์ฟอร์ซยังวิเคราะห์ว่า ต่อจากนี้ ความต้องการของผู้บริโภคในสัดส่วนค่อนข้างมากจะเทไปที่ 3 แบรนด์ใหญ่ของจีนอย่างหัวเว่ย, วีโว่ และออปโป้ ซึ่งต่างใช้ระบบแอนดรอยด์เช่นกัน
นอกจากนี้ บรรดานักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ว่า ซัมซุงจะสูญเงินจากการหยุดขายสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดนี้เกือบ 17,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท โดยประเมินจากยอดขายกาแล็กซี่ โน้ต 7 จำนวน 19 ล้านเครื่องที่ซัมซุงคาดว่าจะขายได้ตลอดช่วงอายุของสินค้า ซึ่งยังไม่นับค่าใช้จ่ายที่ต้องกำจัดขยะอันตรายจำนวนมาก รวมไปถึงราคาหุ้นของซัมซุงที่ทรุดหนักที่สุดในรอบทศวรรษถึง 8% เมื่อวันอังคาร (11 ต.ค.)
บรรดานักวิเคราะห์ประเมินด้วยว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และสูญเสียความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งหากเกิดครั้งเดียวถือเป็นความผิดพลาด แต่หากเกิดขึ้นซ้ำอีกก็ย่อมทำลายภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้





