ชาวโคลอมเบียสร้างความตกตะลึงให้กับทุกฝ่าย หลังผลประชามติชี้ว่าเกินครึ่งหนึ่งไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ
ชาวโคลอมเบียสร้างความตกตะลึงให้กับทุกฝ่าย หลังผลประชามติชี้ว่าเกินครึ่งหนึ่งไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพฉบับประวัติศาสตร์ระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มกบฏ
ผลการลงประชามติของชาวโคลอมเบียเมื่อวันอาทิตย์ (2 ต.ค.) เรื่องข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติการสู้รบกว่า 50 ปีระหว่างรัฐบาลโคลอมเบียกับกลุ่มกบฎฟาร์กที่มีการลงนามร่วมกันในข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่ 50.2% ของผู้มาใช้สิทธิ์ไม่เห็นชอบกับข้อตกลงดังกล่าว ขณะที่ 49.8% ยอมรับข้อตกลงนี้ แต่มีผู้มาใช้สิทธิ์บางตาเพียง 37% เท่านั้น
นายอเลฮันโดร ฮาลามิลโญ วิศวกรหนุ่มวัย 35 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ลงคะแนนไม่ยอมรับ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า สิ่งที่กลุ่มกบฎฟาร์กทำลงไปตลอดระยะเวลาครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานั้นยากที่จะให้อภัยได้ แต่รัฐบาลกลับแสดงความเมตตาที่มากเกินไปให้กับอีกฝ่าย ด้วยการให้ความช่วยเหลือสมาชิกกลุ่มกบฏฟาร์กให้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติในสังคม การนิรโทษกรรมสมาชิกส่วนใหญ่ของกลุ่มกบฏ และอนุญาตให้อีกฝ่ายตั้งพรรคการเมืองด้วย
ขณะที่ประธานาธิบดีฮวน มานูเอล ซานโตส ของโคลอมเบียแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติทันทีที่ทราบผลประชามติ โดยยืนยันว่า รัฐบาลยอมรับการตัดสินใจของประชาชนอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่นโยบายสร้างสันติภาพในประเทศร่วมกับกลุ่มกบฎฟาร์กจะเดินหน้าต่อไปตามแผนยุทธศาสตร์ และคณะผู้แทนของรัฐบาลโบโกตาเตรียมเดินทางไปยังคิวบาในเร็ว ๆ นี้เพื่อหารือแนวทางในขั้นต่อไป
ด้านนายทิโมเลียน จิเมเนซ ทิโมเชนโก ผู้บัญชาการใหญ่ของกลุ่มกบฎฟาร์ก กล่าวยอมรับการตัดสินใจของชาวโคลอมเบีย และย้ำว่าจะยึดมั่นตามพันธสัญญาในข้อตกลงร่วมกับรัฐบาล
ผลการลงประชามติครั้งนี้ทำให้อนาคตเกี่ยวกับการสร้างสันติภาพและความมั่นคงของโคลอมเบียที่มีแนวโน้มสดใสมาตลอดต้องกลับคืนสู่ความไม่แน่นอนอีกครั้ง หลังการเจรจาสันติภาพที่คิวบาเป็นตัวกลาง มีความคืบหน้าอย่างสร้างสรรค์ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งมีการลงนามร่วมกันในข้อตกลงฉบับสมบูรณ์
ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างรัฐบาลโคลอมเบียกับกลุ่มกบฏฟาร์ก ถือเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลกับกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์ที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดในอเมริกาใต้ โดยนับตั้งแต่ปี 2507 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 220,000 คน และยังทำให้หลายล้านคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย

