ธนาคารกลางอังกฤษลดดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 7 ปี สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมทำ "คิวอี" รอบใหม่ ด้าน "ธปท." เตือนเอกชนรับมือ
ธนาคารกลางอังกฤษลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2552 ลงสู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ 0.25% จาก 0.5% ซึ่งเป็นไปตามการคาดหมายของตลาด พร้อมระบุว่า จะเข้าซื้อตราสารหนี้รัฐบาล 60,000 ล้านปอนด์ หลังจากคาดว่าเศรษฐกิจจะซบเซาไปตลอดปีนี้ และอ่อนแอไปจนถึงปีหน้า
นอกจากนั้น ยังมีการจัดทำมาตรการใหม่ 2 มาตรการ ด้วยการเข้าซื้อหุ้นกู้ระดับสูง มูลค่า 10,000 ล้านปอนด์ และอีกมาตรการซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านปอนด์เพื่อให้แน่ใจว่าธนาคารต่างๆ จะเดินหน้าปล่อยกู้
สมาชิกส่วนใหญ่ของผู้กำหนดนโยบายธนาคารกลางคาดหมายว่าอาจมีการลดดอกเบี้ยลงอีกครั้งในปีนี้ ให้เหลือระดับใกล้ 0% หากเศรษฐกิจยังอ่อนแอหนัก
“หลังจากอังกฤษลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) อัตราแลกเปลี่ยนได้ร่วงลงและแนวโน้มการเติบโตในระยะสั้นถึงระยะปานกลางอ่อนแอลงมาก” ธนาคารกลางระบุในรายงานเงินเฟ้อรายไตรมาส
ก่อนหน้านี้ การสำรวจหลายครั้งของภาคธุรกิจสะท้อนว่าเศรษฐกิจอังกฤษชะลอตัวลงอย่างหนัก และอาจถึงขั้นถดถอย แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ปรากฏในตัวเลขของทางการ
ธนาคารกลางอังกฤษคงคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 2% ดังเดิม เพราะเศรษฐกิจครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดี แต่ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีหน้าลงเหลือเพียง 0.8% จาก 2.3% ซึ่งเป็นการปรับลดมากเป็นประวัติการณ์และมากกว่าเมื่อครั้งวิกฤติการเงินโลก สำหรับแนวโน้มในปี 2561 ถูกปรับลดลงเช่นกันเหลือ 1.8%
นอกจากนั้น ยังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อขึ้นมาก สืบเนื่องจากเงินปอนด์อ่อนค่าหนักสุดตั้งแต่วิกฤติการเงินโลก โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะขึ้นถึง 2.4% ในปี 2561-2562
นายฟิลิป แฮมมอนด์ รัฐมนตรีคลัง กล่าวว่า นอกเหนือจากมาตรการที่ได้ประกาศไปแล้วครั้งนี้ รัฐบาลพร้อมดำเนินมาตรการที่จำเป็นอื่นๆ เพื่อประคองเศรษฐกิจและส่งเสริมความเชื่อมั่น ทั้งยังระบุว่าการลงประชามติถอนตัวจากสหภาพยุโรปก่อให้เกิดช่วงเวลาของความไม่แน่นอน ซึ่งจะตามมาด้วยการปรับตัวในด้านต่างๆ ในช่วงที่จัดวางความสัมพันธ์ใหม่กับอียู
ค่าเงินปอนด์ร่วงลง 1% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ หลังจากมีการประกาศข่าวนี้ ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษต่ำเป็นประวัติการณ์
นายแอนดรูว์ เซนแทนซ์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่ง บริษัท พีดับบลิวซี กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่คาดหมายกันอยู่แล้ว แต่ไม่น่าจะช่วยประคองเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบันได้มากนัก เพราะดอกเบี้ยกู้ยืมอยู่ในระดับต่ำเกือบ 0% เช่นเดียวกับต้นทุนกู้ยืมสำหรับภาคธุรกิจและเจ้าของที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในระดับต่ำมาก
สำหรับเงินปอนด์อาจอ่อนค่าลงอีก อันจะทำให้เกิดเงินเฟ้อและต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ ส่วนต่างกำไรสำหรับธนาคารในการปล่อยกู้มีแนวโน้มจะลดลง อันก่อให้เกิดแรงกดดันใหม่ในระบบการเงิน
เงินปอนด์อ่อนค่าต่อเนื่อง
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) กล่าวว่า มติของ บีโออี ที่ออกมาถือว่าเซอร์ไพร์สตลาดบ้าง เพราะนักลงทุนบางส่วนเชื่อว่า บีโออี อาจจะยังไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินในรอบนี้ มติที่ออกมาจึงอาจจะเซอร์ไพร์สนักลงทุนบางส่วน ซึ่งก็ทำให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงทันทีในช่วงเปิดตลาด
“การผ่อนคลายของ บีโออี รอบนี้ ซึ่งมีการทำคิวอีออกมาเพิ่ม ก็มีความเป็นไปได้ที่บอนด์ยีลด์ทั่วโลกอาจจะปรับลดลงได้อีก ส่วนผลต่อค่าเงินบาท คงต้องรอดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐที่จะออกในช่วงค่ำวันนี้ (5 ส.ค.) ด้วย ถ้าออกมาไม่ดีนัก อาจทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ขณะที่เงินบาทก็คงจะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน”
ธปท.แจงเงินไหลเข้าทั้งภูมิภาค
นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เงินทุนที่ไหลเข้าไทยในขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาค จากการปรับคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รวมถึงมุมมองที่มีต่อประเทศอื่นเช่น กรณีเบร็กซิท หรือธนาคารกลางญี่ปุ่นจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร ระหว่างนี้จึงเห็นนักลงทุนมองหาโอกาสในการบริหารสภาพคล่องและเคลื่อนย้ายเงินทุนไปในภูมิภาคอื่นๆ
ไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้ประโยชน์จากเงินทุนไหลเข้าโดยตั้งแต่ต้นปีเงินไหลเข้าในตลาดหุ้นไทย 2,000 ล้านดอลลาร์กว่าครึ่งหนึ่งเข้ามาเฉพาะช่วงเดือนก.ค.เช่นเดียวกับตลาดบอนด์ที่มีเม็ดเงินไหลเข้า 3,000 ล้านดอลลาร์ แค่เดือนก.ค.เข้ามาแล้ว 700-800 ล้านดอลลาร์ ถือว่ายังไม่มากนัก
“หากเทียบกับเมื่อสองปีก่อนที่มีเหตุการณ์ในรัสเซียก็มีเงินไหลเข้าในช่วงเดือนก.ค.เยอะมาก ซึ่งลักษณะของเงินที่เข้ามาเป็นการบริหารจัดการสภาพคล่องตามกลไกตลาดซึ่ง อัตราแลกเปลี่ยนเป็นประเด็นที่มีความผันผวนเกิดขึ้นได้ดังนั้นคุณควรบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนโดยในขณะนี้ยอดการค้าระหว่างประเทศมีการทำเฮดจิ้งประมาณ 20-30% แต่ถ้าเป็นการกู้เงินสกุลเงินต่างประเทศจะเห็นการทำเฮดจิ้ง 60-70% เพราะเป็นวงเงินระยะยาว”
ยอมรับจ่อไหลเข้าบอนด์เพิ่ม
อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าต่างชาติที่ลงทุนในพันธบัตรไทยมีสัดส่วนเพียง 8-9% เทียบกับภูมิภาคที่มีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติ 30-40% ซึ่งเป็นจุดที่ต้องกระจายการลงทุนแล้ว จึงมีโอกาสที่จะเห็นเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศไทยโดยเฉพาะตลาดพันธบัตรได้อีกมากส่วนตลาดหุ้นไทยนั้นมีนักลงทุนต่างชาติในสัดส่วนที่สูงแล้วหรือราว 27%
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าค่าเงินบาทยังแข็งค่าสอดคล้องกับภูมิภาคโดยตั้งแต่ต้นปีเงินบาทแข็งค่า 3.2% เงินเยน 19% มาเลเซีย 6.2% สิงคโปร์ 5.8% เกาหลี 5.2% อินโดนีเซีย 5% และไต้หวัน 3.9%
สำหรับผลกระทบของค่าเงินที่มีต่อการส่งออกนั้น นางจันทวรรณ กล่าวว่า ขึ้นกับมุมมองของผู้ส่งออกด้วย หากภาคเอกชนเห็นว่าเงินบาทเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ก็สามารถเข้ามาหารือกับ ธปท. ได้ เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่มีการพูดคุยในเรื่องนี้





