จากคลิปถ่ายทอดสดเหตุการณ์ตำรวจยิงคนผิวสีในสหรัฐผ่านเฟซบุ๊ค หรือ “เฟซบุ๊ค ไลฟ์” ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับประเด็นจริยธรรมและการคัดกรองเนื้อหานี้
คลิปวิดีโอความยาว 10 นาที ที่ถ่ายทอดสดขณะที่ตำรวจยิงนายฟิลันโด คาสทิล ชายผิวสีในรัฐมินนิโซตาของสหรัฐเป็นตัวอย่างล่าสุดที่ตอกย้ำให้เห็นถึงอิทธิพลของ “วิดีโอสตรีมมิง” กับประเด็นจริยธรรมและนโยบายที่ซับซ้อนของของพีเจอร์“เฟซบุ๊คไลฟ์”ของสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่เฟซบุ๊ค และฟีเจอร์อื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน
นางสาวไดมอนด์ เรย์โนลด์ส แฟนสาวของนายคาสทิลเป็นผู้ถ่ายวิดีโอดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ค ซึ่งแสดงให้เห็นร่างแฟนหนุ่มของเธอเต็มไปด้วยเลือดบนเบาะคนขับ ขณะที่ตำรวจกำลังเล็งปืนเข้ามาในรถ
นับถึงช่วงเย็นของวันพฤหัสบดี(7 ก.ค.)ตามเวลาท้องถิ่น คลิปดังกล่าวมียอดเข้าชมสูงกว่า4.4 ล้านครั้งแล้วทำให้กลายเป็นคลิปที่มีผู้เข้าชมอันดับต้น ๆของ “นิวส์ไวร์” ซึ่งแสดงเรื่องราวที่ผู้ใช้เฟซบุ๊คให้ความสนใจเป็นวงกว้างร่วมกับคลิปอีกเหตุการณ์ที่ตำรวจยิงนายแอลตัน สเตอร์ลิง ชายผิวสีในเมืองแบตันรูจรัฐลุยเซียนา
ด้านนายมาร์คซักเคอร์เบิร์กซีอีโอของเฟซบุ๊คโพสต์ว่าแม้เขาหวังว่าจะไม่เห็นวิดีโอลักษณะนี้อีกแต่กรณีนี้ย้ำเตือนผู้ใช้เฟซบุ๊คถึงเหตุที่การมีส่วนร่วมสร้างโลกที่เปิดกว้างและเชื่อมต่อถึงกันมีความสำคัญ และทำให้เห็นว่ายังห่างไกลเป้าหมายนั้นเพียงใด
ในปีนี้ เฟซบุ๊คได้ออกฟีเจอร์“เฟซบุ๊ค ไลฟ์” ที่ให้ผู้ใช้สามารถถ่ายทอดสดผ่านวิดีโอจากสมาร์ทโฟนโดยตรงซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์สร้างการเติบโตให้บริษัทส่วนคู่แข่งอย่างทวิตเตอร์ และยูทูบเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ถ่ายทอดสดเป็นเครื่องมือชิ้นใหม่สำหรับสร้างคอนเทนท์บนอินเทอร์เน็ตเช่นกัน
ในขณะที่การออกอากาศผ่านทีวีแบบดั้งเดิมอาจมีมาตรฐานความเหมาะสมตามการควบคุมดูแลโดยคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐซึ่งทำให้การออกอากาศล่าช้าเล็กน้อยเพื่อให้ทีมงานสามารถตัดภาพที่มีความรุนแรงหรือหยาบคายออกไปได้แต่บริการอินเทอร์เน็ตสตรีมมิงกลับไม่มีข้อจำกัดดังกล่าว
เนื้อหาที่เข้าถึงง่ายและเปิดกว้างอาจช่วยให้ผู้ใช้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้นและการมีพื้นที่ออกอากาศเป็นของตัวเองนั้นก็มีอิทธิพลอย่างมากเห็นได้จากกรณีที่เกิดการประท้วงแทบจะทันทีหลังคลิปตำรวจยิงชาวผิวสีแพร่กระจายในโลกออนไลน์แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าการขาดการควบคุมเนื้อหาได้นำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์จากโศกนาฏกรรม
นางแมรี แอน แฟรงก์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยไมอามี ซึ่งกำลังรณรงค์แผนนำร่องสิทธิพลเมืองในการใช้อินเทอร์เน็ต ระบุว่า ทั้งเฟซบุ๊คและสื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ สามารถเดินไปข้างหน้า และทำสิ่งที่คิดว่าจะดึงดูดยอดคลิกและผู้ใช้จำนวนมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลกับผลทางกฎหมายที่จะตามมา
ผู้เชี่ยวชาญรายนี้บอกว่าต้องการให้บริษัทเหล่านี้มีการป้องกันไม่ให้เกิดการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว รวมถึงการแพร่กระจายของภาพลามกอนาจาร ซึ่งปราศจากความยินยอม
ในความเป็นจริงแล้วบริษัทอินเทอร์เน็ตได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ภายใต้กฎหมายของรัฐบาลกลางกรณีที่ผู้ใช้ที่โพสต์ข้อความต่างๆแม้กระทั่งเนื้อหาของบุคคลที่สามซึ่งไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายก็ไม่ทำให้บริษัทเหล่านี้ถูกฟ้องร้องตราบใดที่บริษัทใช้นโยบายลบเนื้อหาตามความเหมาะสม
ขณะที่นายแรบบี อับราฮัม คูเปอร์ หัวหน้าโครงการการก่อการร้ายดิจิทัลและความเกลียดชังแห่งศูนย์ไซมอน ไวเซนทัลกล่าวว่าเฟซบุ๊คไลฟ์กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนและปลูกฝังแรงกดดันทางการเมืองเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงของตำรวจ
อย่างไรก็ตาม นายคูเปอร์บอกว่าเทคโนโลยีก็ทำให้เกิดความกังวลเพิ่มขึ้นเนื่องจากความพร้อมในการใช้งานเฟซบุ๊คไลฟ์ที่ปราศจากภาระผูกพัน กลายเป็นเครื่องมือที่น่ากลัวหากถูกใช้โดยผู้ก่อการร้าย


