ผู้นำโลกเริ่มเปลี่ยนท่าทีหลังนายโดนัลด์ ทรัมป์ ส่อเค้าว่าจะได้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในเดือนพ.ย.นี้
บรรดาผู้นำโลกที่เคยขบขันและมองข้ามเจ้าพ่อเรียลิตี้โชว์อย่างนายทรัมป์ ขณะนี้เริ่มลดวาทะร้อนที่เคยมีกับเขาลง เริ่มต้นจาก นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ที่เคยวิจารณ์ข้อเสนอห้ามมุสลิมเข้าสหรัฐของนายทรัมป์ว่า เป็นเรื่องผิด โง่เง่า และสร้างความแตกแยก แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนระหว่างแถลงข่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะของญี่ปุ่น นายคาเมรอนกล่าวว่า นายทรัมป์ซึ่งผ่านกระบวนการเลือกตั้งขั้นต้นมาแล้วสมควรได้รับการยอมรับ ส่วนนายอาเบะซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ ก็กลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้กับความเห็นของนายคาเมรอน ทั้ง ๆ ที่ญี่ปุ่นเคยตกตะลึงกับแนวคิดของนายทรัมป์ ที่เสนอให้ญี่ปุ่นมีอาวุธนิวเคลียร์มาแล้ว
ส่วนจีน ซึ่งพยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งสหรัฐ แม้ถูกนายทรัมป์กล่าวหาอยู่บ่อยครั้งว่า จีนปั่นค่าเงินและทำการค้าไม่เป็นธรรม แต่เมื่อเดือนก่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจีน “นายหลู จีเว่ย” ตอบโต้ว่า ข้อเสนอเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนของนายทรัมป์นั้นไม่สมเหตุสมผล แต่ครั้นนายทรัมป์ได้รับชัยชนะท่วมท้นในการเลือกตั้งขั้นต้นรัฐอินดีแอนา โดยเฉพาะวาทะเด็ดที่ว่า จีนกำลังข่มขืนสหรัฐจากการทำข้อตกลงการค้าที่ไม่เป็นธรรม หลังจากนั้นกระทรวงต่างประเทศจีนได้มีท่าทีที่เป็นบวกมากขึ้น
โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน “นายหง เล่ย” แถลงว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุดของการร่วมมือทางการค้าและธุรกิจระหว่างจีนกับสหรัฐคือ ผลประโยชน์ร่วมและข้อตกลงที่ให้ประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย จีนหวังว่าประชาชนทุกฝ่ายในสหรัฐจะมองความสัมพันธ์นี้อย่างมีเหตุผล ปราศจากอคติ


