"สหรัฐ" เผยแผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ ภายใต้ชื่อ "ยูเอส-อาเซียนคอนเน็คต์" พร้อมยืนยันแก้ไขข้อพิพาทด้วยแนวทางสันติ
ปิดฉากลงแล้วสำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ที่รีสอร์ทซันนีแลนด์ในเมืองแรนโชมิราจ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ระหว่างวันที่ 15-16 ก.พ. ที่ผ่านมา ผู้นำและตัวแทนจาก 10 ประเทศอาเซียน และประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐ ออกแถลงการณ์ร่วมเน้นย้ำหลักการสำคัญในความร่วมมือระหว่าง 2 ฝ่าย รวมถึงการเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน บูรณภาพแห่งดินแดน ความเท่าเทียม และเสรีภาพทางการเมืองในทุกประเทศ
นอกจากนี้ยังระบุถึงการให้คำมั่นร่วมกัน ในการแก้ไขข้อพิพาทด้วยแนวทางแห่งสันติ ตอกย้ำพันธกิจในการรักษาสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาค เพื่อรับประกันความปลอดภัยในการเดินเรือ รวมถึงเสรีภาพในการเดินเรือและการบินผ่านพื้นที่ทะเลจีนใต้ซึ่งตกเป็นประเด็นพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ระหว่างจีนและหลายประเทศโดยรอบ
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ร่วมหลีกเลี่ยงที่จะมุ่งเป้าโจมตีไปที่รัฐบาลจีน โดยนายโอบามาแถลงหลังการประชุมว่า บรรดาผู้นำต่างเห็นพ้องในการแก้ไขความขัดแย้งและข้อพิพาทต่างๆ โดยสันติวิธี ผ่านกระบวนการทางกฎหมายโดยคำนึงถึงสิทธิของทุกประเทศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นประเทศใหญ่หรือประเทศเล็ก โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการลดความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ซึ่งรวมถึงการระงับการอ้างสิทธิ การใช้ปฏิบัติการทางทหาร และการก่อสร้างเพิ่มเติมในพื้นที่พิพาท
ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นายโอบามาเผยว่า มีความคืบหน้าไปมากทั้งในด้านการค้าและการลงทุน โดยรัฐบาลสหรัฐได้นำเสนอกรอบความร่วมมือใหม่ที่เรียกว่า 'ยูเอส-อาเซียน คอนเน็คต์' (US-ASEAN Connect) ซึ่งจะเป็นแผนความร่วมมือที่ช่วยส่งเสริมให้ประเทศอาเซียนดำเนินการตามเงื่อนไขและบรรลุเกณฑ์ที่จะสามารถเข้าร่วมในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน
แผนความร่วมมือนี้จะมีการจัดตั้งสำนักงานใน 3 เมืองใหญ่ของอาเซียน ได้แก่ กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย กรุงเทพฯ และสิงคโปร์ รายงานตัวเลขจากทำเนียบขาวระบุว่า มูลค่าการค้าและบริการระหว่างสองฝ่าย เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าตัวนับตั้งแต่คริสต์ทศวรรษปี 1990 โดยตัวเลขของปี 2557 อยู่ที่ 254,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9 ล้านล้านบาท) และสร้างอาชีพให้แก่ชาวอเมริกันราวครึ่งล้าน
ทั้งนี้ มีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์ผู้นำสหรัฐที่ให้การต้อนรับผู้นำจากประเทศในอาเซียนที่ไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งที่ยุติธรรมและเสรีเกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งประธานาธิบดีโอบามาก็ยืนยันว่า สหรัฐจะยืนหยัดเคียงข้างประเทศเหล่านั้นในการเดินหน้าไปสู่การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและการบริหารราชการ และยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนให้ประเทศไทยกลับสู่การปกครองภายใต้รัฐบาลพลเรือน


