วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอเชียตื่นตัวความปลอดภัยหลังเหตุโจมตีปารีส

หลายประเทศทั่วเอเชียต่างเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งบริเวณสถานทูตและสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน หลังเกิดเหตุก่อการร้ายปารีส

หลายประเทศทั่วเอเชียต่างเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งบริเวณสถานทูตและสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน หลังเกิดเหตุก่อการร้ายช็อกโลกกลางกรุงปารีสของฝรั่งเศสโดยกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอเอสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางการได้เรียกร้องให้เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บข้อมูลข่าวกรองและเพิ่มขึ้นเข้มงวดการเฝ้าระวังการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เริ่มที่ฟิลิปปินส์ ที่กำลังจัดการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปคในกรุงมะนิลาวันนี้(17 พ.ย.)เป็นวันแรกซึ่งมีผู้นำจากทั่วโลกมาเข้าร่วมรวมถึงประธานาธิบดีบารัก โอบามาของสหรัฐและประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยราว 30,000 นายมาคอยดูแลความสงบเรียบร้อยระหว่างการประชุม 4 วันครั้งนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 10,000 คน

นอกจากนี้ จากมาตรการปิดน่านฟ้าของฟิลิปปินส์ ส่งผลให้เที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศที่มีกำหนดเดินทางช่วงการประชุมเอเปครวมเกือบ 1,400 เที่ยวบินต้องถูกยกเลิก และมีการสั่งปิดโรงเรียนและสถานที่ราชการหลายแห่งด้วย

โฆษกหน่วยรักษาความปลอดภัยเอเปคเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่พบภัยคุกคามใดๆ ในการประชุม แต่ยังคงสอดส่องความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

ขณะที่ในประเทศไทย ซึ่งเคยเกิดเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์และมีผู้เสียชีวิต 20 คนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทางการได้สั่งให้จุดตรวจคนเข้าเมืองตามชายแดนตื่นตัวตลอดเวลาและคุมเข้มการคัดกรองบุคคลที่เดินทางเข้า-ออกประเทศ นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือประชาชนให้แจ้งทางการทันทีหากพบกิจกรรมต้องสงสัยและให้เจ้าหน้าที่จับตาสื่อสังคมออนไลน์อย่าใกล้ชิด ซึ่งโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติพล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่พบสัญญาณของภัยคุกคามใดๆ

ในอินโดนีเซีย ตำรวจได้ร่วมมือกับทหารในการเพิ่มการตรวจตราในหัวเมืองใหญ่และบริเวณรอบสนามบินและท่าเรือต่างๆ ด้านนายลูฮุต ปันไจตัน รัฐมนตรีกิจการการเมือง กฎหมายและความมั่นคงอินโดนีเซียกล่าวว่า จากเหตุการณโจมตีกรุงปารีสทำให้ทางการต้องตื่นตัวตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นในประเทศเมื่อใด

เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียยอมรับว่า ประเทศไม่มีกฎหมายควบคุมการสนับสนุนกลุ่มไอเอส ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมหรือควบคุมตัวผู้สนับสนุนกลุ่มนี้ได้ และไม่มีกฎหมายไม่ให้พลเมืองเดินทางไปต่างประเทศเพื่อฝึกการสู้รบด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐของอินโดนีเซียบางคนพยายามผลักดันให้มีกฎหมายควบคุมเรื่องนี้ที่เข้มงวดมากขึ้น

ขณะเดียวกันในมาเลเซีย เจ้าหน้าที่ได้นำมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายกลับมาใช้อีกครั้ง รวมถึงการควบคุมตัวโดยไม่มีการไต่สวนสูงสุดไม่เกิน 2 ปี โดยขณะนี้ทางการเผยว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมก่อการร้ายในอิรักและซีเรียถูกจับกุมภายใต้กฎหมายมาเลเซียแล้วกว่า 120 คน และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางการเพิ่งจับกุมผู้ต้องสงสัย 5 คน ซึ่งเป็นชาวมาเลเซีย 4 คนและอินโดนีเซีย 1 คนที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายหลายกลุ่ม รวมถึงกลุ่มไอเอส

ส่วนในญี่ปุ่น นายโยชิฮิเดะ ซูงะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีแถลงว่า ทางการได้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนบริเวณพรมแดนและเพิ่มการประสานข้อมูลด้านก่อการร้ายภายในประเทศ แม้ขณะนี้ยังไม่มีชาวญี่ปุ่นเดินทางไปร่วมรบในซีเรีย แต่ก็มีชาวญี่ปุ่นถูกสังหารโดยกลุ่มไอเอสในซีเรีย2 คนเมื่อปีที่แล้ว

ด้านรัฐมนตรีความปลอดภัยสาธารณะจีน นายกั๋ว เซิ่งคุน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายทั่วประเทศเพิ่มความเข้มงวดทั้งในความพร้อมการรักษาความปลอดภัย ข่าวกรอง และการเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อป้องกันเหตุก่อการร้าย และเรียกร้องให้มีการตรวจตราอาวุธปืน ระเบิด และบริการขนส่งสินค้ามากขึ้นด้วย