รัฐบาลฝรั่งเศส สั่งระดมกำลังทหารเข้าสู่กรุงปารีสเพิ่มอย่างน้อย 1,500 นาย หลังเหตุก่อการร้ายส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันมากกว่า 140 ศพ
ฝรั่งเศสระดมทหารเพิ่มหลังเหตุโจมตีปารีส
รัฐบาลฝรั่งเศส สั่งระดมกำลังทหารเข้าสู่กรุงปารีสเพิ่มอย่างน้อย 1,500 นาย หลังเหตุโจมตีส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันมากกว่า 140 ศพ
ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ แถลงเมื่อวันศุกร์ ประณามเหตุวินาศกรรมหลายจุดในกรุงปารีส ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมกันมากกว่า 100 ศพ ว่าเป็น "มากกว่าการก่อการร้าย" และเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่มีต้นเหตุจากความเกลียดชังอย่างชัดเจน ทั้งนี้ รัฐบาลวอชิงตันมีความพร้อมและยินดีมอบความช่วยเหลือทุกด้านที่จำเป็นให้แก่รัฐบาลฝรั่งเศส หากได้รับการร้องขอ
ขณะที่แถลงการณ์ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ( ดีเอชเอส ) ระบุว่ายังไม่พบเบาะแสของการข่มขู่ก่อเหตุร้ายต่อสหรัฐที่อาจเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่กรุงปารีส แต่หน่วยงานในสังกัดทุกแห่งที่เกี่ยวข้องกำลังเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม เทศบาลนครนิวยอร์กซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อปี 2544 ประกาศยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ และเพิ่มกำลังตำรวจรักษาการตามสถานที่สาธารณะ
ด้านความเคลื่อนไหวของรัฐบาลฝรั่งเศส หลังประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและสั่งปิดจุดผ่านแดนทุกแห่งอย่างไม่มีกำหนดนั้น มีการออกคำสั่งเพิ่มเติมเรื่องการระดมกำลังทหารเพิ่มอีกอย่างน้อย 1,500 นาย กระจายกำลังรักษาความปลอดภัยตามสถานที่สำคัญและพื้นที่เสี่ยงทุกแห่งในประเทศ นายฟรองซัวส์ โมแลง อัยการกรุงปารีส กล่าวกับสำนักข่าวเอพีว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นตามสถานที่ 6 แห่งในกรุงปารีส และ มีความเป็นไปได้สูงว่าเจ้าหน้าที่สามารถวิสามัญคนร้ายได้แล้วอย่างน้อย 5 ศพ
ทั้งนี้ จุดที่พบผู้เสียชีวิตมากที่สุดอยู่ที่โรงละครและศูนย์แสดงศิลปะบาตากลัน ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงปารีส เนื่องจากมีเหตุการณ์จับตัวประกันเกิดขึ้นภายในอาคาร แม้เจ้าหน้าที่บุกเข้าไปช่วยเหลือสำเร็จ และวิสามัญคนร้ายเสียชีวิตที่จุดนี้ 3 ศพ แต่จำนวนตัวประกันที่เสียชีวิตอาจสูงถึงราว 100 ศพ ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากจุดอื่นรวมกันอยู่ที่ราว 40 ศพ
เหตุก่อการร้ายครั้งล่าสุดในกรุงปารีส ทำให้ทุกฝ่ายนึกย้อนไปถึงเหตุกราดยิงที่สำนักงานของหนังสือพิมพ์ "ชาร์ลี เอ็บโด" เมื่อเดือนม.ค.ปีนี้ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 ศพ โดยกลุ่มอัล-กออิดะห์แห่งคาบสมุทรอาระเบีย ( เอคิวเอพี ) ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในเยเมนออกมาอ้างตัวอยู่เบื้องหลัง





