วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คาดผลเลือกตั้งเมียนมาร์ไม่กระทบกลุ่มผลประโยชน์เดิม

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเมียนมาร์ชี้ ไม่ว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ ระบบพวกพ้องในประเทศก็ยังเป็นผู้ชนะตัวจริง

นายฌอน เทอร์เนลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเมียนมาร์ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) กล่าววว่า อุตสาหกรรมหลักๆ ของประเทศอย่างโรงแรม ท่าเรือ หรือเหมืองแร่ จะยังคงอยู่ในการควบคุมของกลุ่มมหาเศรษฐีที่มีสายสัมพันธ์กับกองทัพซึ่งยังเป็นผู้ปกป้องผลประโยชน์ต่างๆในตลาดที่เปิดเสรีของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลทหารมอบสิทธิพิเศษหลายอย่างให้กับบรรดานักธุรกิจเหล่านี้และช่วยให้พวกเขาไม่ต้องแข่งขันกับใคร

นายเอย์ เน วิน หนึ่งในนักธุรกิจสายทหารซึ่งเป็นหลานชายของนายพลเน วินอดีตผู้นำเผด็จการของรัฐบาลทหารเมียนมาร์ซึ่งครองอำนาจยาวนาน 26 ปีระหว่างปี 2505-2531 ยอมรับว่า การที่เขามีสายสัมพันธ์ในกองทัพทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้น แต่หลังจากนายพลตาน ฉ่วยเข้าสู่อำนาจในปี 2545เขาและน้องชายอีก 2 คนก็ถูกจำคุกนาน 10 ปี ซึ่งเป็นผลจากการล้างขั้วอำนาจเก่าของนายตาน ฉ่วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากพ้นโทษออกมา นายเอย์ เน วินและน้องชายก็ค่อยๆตั้งตัวกลับมาได้ โดยการสร้างอาณาจักรธุรกิจก่อสร้าง โรงแรม และการธนาคาร และเผยว่าครอบครัวของเขาไม่มีใครเคยถูกจำกัดการเดินทางไปต่างประเทศหรือห้ามเข้าประเทศใดในโลก ทำให้ยังได้รับการสนับสนุนจากบรรดาเพื่อนเก่าแก่ในการทำธุรกิจต่อไป

ขณะเดียวกันนักธุรกิจบางรายก็เริ่มหันไปสานสัมพันธ์กับพรรคเอ็นแอลดีของนางออง ซาน ซูจีที่ถูกคาดหมายว่าจะคว้าชัยชนะในวันเสาร์ที่ 8 พ.ย.นี้

นายซอว์ ซอว์ มหาเศรษฐีซึ่งถูกสหรัฐคว่ำบาตร เจ้าของบริษัทแม็กซ์ เมียนมาร์ ยักษ์ใหญ่ซึ่งมีผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมอัญมณี อสังหาริมทรัพย์ และการท่องเที่ยว บริจาคเงินก้อนโตให้กับพรรคเอ็นแอลดี เช่นเดียวกับนายเทย์ ซา เจ้าของธนาคารเอเชีย กรีน ดีเวลลอปเมนท์ แบงก์ ซึ่งเคยถูกสหรัฐคว่ำบาตร

นอกจากนี้ยังมี นายจ่อ วิน ประธานบริษัทสกายเน็ต ยักษ์ใหญ่ด้านสื่อ ที่จ่ายเงินเกือบ 50,000 ดอลลาร์เพื่อเป็นเจ้าของเสื้อไหมพรมที่ถักโดยนางซูจีในงานระดมทุนเมื่อปี 2556

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปีที่พรรคเอ็นแอลดีได้ลงแข่งขันในการเลือกตั้งทั่วประเทศ นับจากพรรคเคยคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งเมื่อปี 2533 โดยกวาดที่นั่งได้มากถึง 392 ที่นั่งจาก492 ที่นั่ง แต่รัฐบาลเผด็จการทหารในขณะนั้นไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

ส่วนการเลือกตั้งในปี 2553 พรรคเอ็นแอลดีคว่ำบาตรไม่ร่วมเลือกตั้ง และพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา หรือยูเอสดีพีได้รับชัยชนะท่ามกลางข้อกล่าวหาโกงเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2555 เอ็นแอลดีกวาดที่นั่ง 40 ที่นั่งในการเลือกตั้งซ่อม

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ได้รับการคาดหวังจากหลายฝ่ายว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่ยุติธรรมที่สุด แต่เริ่มมีเสียงวิจารณ์จากสหประชาชาติ หรือยูเอ็นว่าผู้สมัครหลายสิบคนถูกตัดสิทธิเพราะขาดคุณสมบัติ บัตรเลือกตั้ง และชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงสูญหาย ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจำนวนมากถูกเพิกถอนสิทธิ์ และมีการข่มขู่คุกคามภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน