อดีตนักแสดงตลกทางโทรทัศน์ชาวกัวเตมาลา “นายจิมมี โมราเลส” ซึ่งไร้ประสบการณ์ทางการเมือง คว้าชัยชนะได้เป็นประธานาธิบดี
อดีตนักแสดงตลกทางโทรทัศน์ชาวกัวเตมาลา “นายจิมมี โมราเลส” ซึ่งไร้ประสบการณ์ทางการเมือง กวาดชัยชนะไปอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งประธานาธิบดีกัวเตมาลาเมื่อวานนี้ (25 ต.ค.) หลังจากประชาชนเบื่อหน่ายเรื่องทุจริตฉาวจนเลิกไว้ใจนักการเมืองหน้าเดิมๆ
นายโมราเสล วัย 46 ปี จากพรรคเอฟซีเอ็น ซึ่งเป็นพรรคแนวขวากลาง เอาชนะคู่แข่งจากพรรคซ้ายกลาง อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง “นางแซนดรา ตอร์เรส” ไปได้ในการเลือกตั้งรอบสองด้วยคะแนนเสียงเกือบ 69% ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยทำงานการเมืองมาก่อน แถมนโยบายบางอย่างก็ดูแปลกประหลาด รวมถึงการแจกสมาร์ทโฟนให้เด็กนักเรียน ซึ่งจะมีการติดตั้งระบบจีพีเอสให้ครูสามารถติดตามตัวได้ หากนักเรียนหนีเรียน
หลังทราบผลคะแนนอย่างเป็นทางการเมื่อคืนที่ผ่านมา พรรคเอฟซีเอ็นได้จัดการเฉลิมฉลองชัยชนะของนายโมราเลสอย่างยิ่งใหญ่ โดยเขาประกาศกับผู้สนับสนุนว่าเขาได้รับอาณัติจากประชาชนชาวกัวเตมาลาให้เป็นประธานาธิบดี และให้ต่อสู้กับการทุจริตที่กำลังกัดกินประเทศ
นายโมราเลส มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์เรื่อง “อะ เพรสซิเดนท์ อิน อะ ซอมเบรโร่” เมื่อปี 2550 ซึ่งเขาแสดงเป็นหนุ่มคาวบอยบ้านนอกชื่อ “เนโต้” ที่เกือบได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีด้วยเหตุบังเอิญ
ต่อมาในปีที่แล้ว เขาได้อำลาวงการเพื่อลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยหลังจากเริ่มมีการหาเสียงในเดือนเมษายน เขาแทบไม่มีรายชื่อติดอันดับในผลการสำรวจความนิยมจากประชาชน โดยขณะนั้นเขามีคะแนนนิยมเพียง 0.5% แต่คะแนนนิยมในตัวเขากลับพุ่งขึ้นในเวลาเพียงไม่นาน หลังจากรัฐบาลของประธานาธิบดีออตโต เปเรซและผู้สมัครอีกหนึ่งคนที่เคยมีคะแนนนำมาก่อนต้องถูกสอบสวนในคดีทุจริต
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกัวเตมาลาต่างไม่พอใจการทุจริตของนักการเมือง ขณะที่รัฐบาลสหรัฐก็สนับสนุนการสอบสวนเหตุทุจริตในกัวเตมาลาของสหประชาชาติ หรือยูเอ็น และเมื่อเดือนที่แล้ว นายเปเรซ ต้องลาออกจากตำแหน่งและถูกจับตัวดำเนินคดีทันที หลังมีประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงขับไล่
ทั้งนี้ นโยบายของนายโมราเลสที่ยื่นให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งมีเพียง 6 หน้ากระดาษเท่านั้น ส่วนนโยบายต่อต้านการทุจริตของนายโมราเลสก็ไม่มีรายละเอียดมากนัก มีเพียงรับปากว่า จะนำเงินจากการทุจริตเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทำให้การใช้จ่ายของรัฐบาลและหน่วยงานตรวจเงินแผ่นดินโปร่งใส ซึ่งทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า เขาจะบริหารประเทศ แก้ปัญหาความรุนแรงจากกลุ่มอาชญากรรม และลดจำนวนชาวกัวเตมาลาที่หลั่งไหลเข้าไปหางานทำในสหรัฐได้อย่างไร




