ชิลีประกาศภาวะฉุกเฉินสิ่งแวดล้อมในเขตมหานครซานติอาโก ทำให้โรงงานมากกว่า 900 แห่งต้องยุติการดำเนินงานชั่วคราว และรถยนต์ราว 40% ต้องหยุดวิ่ง
กระทรวงสิ่งแวดล้อมชิลี และผู้ว่าการกรุงซานติอาโก นายเคลาดิโอ ออร์เรโก ประกาศยกระดับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมในเมืองหลวง เป็นฉุกเฉิน ซึ่งเป็นระดับสูงสุด หลังจากค่ามลพิษทางอากาศแตะระดับอันตราย ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจอื่นๆราว 3,000 แห่งในเมืองหลวง ต้องระงับทำการชั่วคราว และห้ามยวดยาน 40 % จาก 1.7 ล้านคัน ออกวิ่งบนถนน
นับเป็นครั้งแรกของการนำมาตรการฉุกเฉินมาใช้นับจากปี 2542 และเกิดขึ้นขณะชิลีเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโคปา อเมริกา และเมืองหลวงเป็นหนึ่งในสถานที่แข่งขัน แต่ผู้จัดไม่อนุญาตให้ยกเลิกการแข่งขันด้วยเหตุผลมลพิษทางอากาศ
กระทรวงสิ่งแวดล้อมชิลี แถลงว่า กรุงซานติอาโกเผชิญสถานการณ์ไม่ปกติ โดยเดือนมิถุนายนในปีนี้ เป็นเดือนมิถุนายนที่มีอากาศแห้งที่สุดในรอบกว่า 40 ปี ประกอบกับอากาศในหุบเขาซานติอาโกไม่หมุนเวียนเท่าที่ควรในหลายวันมานี้ จึงเพิ่มความหนาแน่นของมลพิษ
ทั้งนี้ การประกาศภาวะฉุกเฉินจะมีผล 24 ชั่วโมง แต่อาจขยายออกไปหากสภาพอากาศไม่ดีขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการที่นำมาใช้เพื่อลดมลพิษ
กรุงซานติอาโก ซึ่งมีประชากร 6.7 ล้านคน เคยเผชิญหมอกควันพิษปกคลุมเป็นครั้งคราวในอดีต และมักติดอันดับเมืองที่มีคุณภาพอากาศย่ำแย่ที่สุด โดยเฉพาะในฤดูหนาวเนื่องจากมีการจุดไฟเผาฟืนเพื่อความอบอุ่น ยิ่งทำให้คุณภาพอากาศย่ำแย่ สถานการณ์ในปีนี้หนักกว่าเดิม เพราะฝนน้อยและไม่มีลม





