ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ปรับตัวลดลงเกือบทั้งหมด จากการเทขายทำกำไรระยะสั้น จากความไม่แน่ในเเรื่องกำหนดเวลาขึ้นดอกเบี้ย
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดซื้อขายเมื่อวานนี้ (20 พ.ค.) ลดลง 26.92 จุด หรือ 0.15% มาอยู่ที่ 18,285.47 จุด
ส่วนดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ลดลง 2.01 จุด หรือ 0.09% มาอยู่ที่ 2,125.82 จุด และดัชนีแนสแด็ก ขยับขึ้น 1.71 จุด หรือ 0.03% ที่ 5,071.74 จุด
ตลาดทะยานขึ้นในช่วงสั้นๆ ในการซื้อขายช่วงบ้าน หลังเฟดเผยแพร่รายงานการประชุมเมื่อวันที่ 28-29 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายส่วนใหญ่ คาดว่า จะไม่มีข้อมูลเศรษฐกิจตัวใด ที่ออกมาในเดือนมิถุนายน ที่จะยืนยันได้ถึงเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้
ทางด้านตลาดหุ้นหลักๆ ของยุโรป ปรับตัวสูงขึ้นเกือบทั้งหมด จากการที่นักลงทุนรอดูบทสรุปในเรื่องกำหนดเวลาการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ
ดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ของอังกฤษ ปรับขึ้น 0.17% มาอยู่ที่ 7,007.260 จุด ส่วนดัชนีแค็ก 40 ของฝรั่งเศส ขยับขึ้นมา 0.31% ที่ 5,133.30 จุด และดัชนีแด็กซ์ 30 ของเยอรมนี ลดลง 0.04% ที่ 11,848.47 จุด
เทรดเดอร์ชี้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอการลงทุนไว้ก่อน เพื่อรอดูรายงานการประชุมของเฟด ที่จะช่วยให้ข้อสรุปเกี่ยวกับแผนการขึ้นดอกเบี้ย จากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่มองว่า เฟดน่าจะเลื่อนกำหนดเวลาการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน
สหรัฐลดผลิตน้ำมันหนุนราคาขึ้น
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้น หลังข้อมูลแสดงให้เห็นว่า การจัดหา และการผลิตน้ำมันในสหรัฐ ปรับลดลง
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนกรกฎาคม ในตลาดไนเม็กซ์ ของสหรัฐ ขยับขึ้นมา 99 เซนต์ มาอยู่ที่ 58.98 จุด
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ในตลาดลอนดอน อังกฤษ ปรับขึ้น 1.01 ดอลลาร์ ปิดซื้อขายที่ 65.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตลาดได้แรงหนุนจากรายงานของกระทรวงพลังงาน สหรัฐ ที่แสดงให้เห็นว่า ช่วง 1 สัปดาห์ นับถึงวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตน้ำมันรายวันในสหรัฐ ร่วงลง 112,000 บาร์เรล มาอยู่ที่ 9.26 ล้านบาร์เรลตต่อวัน


