ดัชนี เอสแอนด์ พี 500 ของสหรัฐ พุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่ แรงหนุนจากการทะยานขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
เมื่อวานนี้ (14 พ.ค.) ดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ปรับเพิ่มขึ้น 22.62 จุด หรือ 1.08% มาอยู่ที่ 2,121.10 จุด สูงกว่าสถิติที่ทำไว้ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา 3 จุด
ขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ทะยานขึ้น 191.75 จุด หรือ 1.06% มาอยู่ที่ 18,252.24 จุด และดัชนีแนสแด็ก ปรับขึ้น 69.10 จุด หรือ 1.39% ปิดซื้อขายที่ 5,050.80 จุด
นักวิเคราะห์ชี้ว่า นอกจากแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีแล้ว การทะยานขึ้นของตลาดส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางด้านเทคนิค
ทั้งการทำสถิติใหม่ของเอส แอนด์ พี 500 ยังสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นอย่างต่อเนื่องของหุ้นสหรัฐ ผลจากการดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายอย่างมากของทางการสหรัฐ
ทางด้านตลาดหุ้นหลักๆ ของยุโรป ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน แม้ปริมาณการซื้อขายจะค่อนข้างเบาบาง ก่อนหน้าที่จะถึงวันหยุดในเยอรมนี และฝรั่งเศส
ดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ของอังกฤษ ปรับขึ้น 0.34% มาอยู่ที่ 6,973.04 จุด ส่วนดัชนีแค็ก 40 ของฝรั่งเศส ขยับขึ้น 1.36% มาอยู่ที่ 5,029.31 จุด และดัชนีแด็กซ์ 30 ของเยอรมนี ทะยานขึ้นมา 1.84% มาอยู่ที่ 11,559.82 จุด
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ยังมองไม่เห็นปัจจัยหนุนที่ชัดเจนของการทะยานขึ้นของตลาดยุโรปเมื่อวานนี้ แต่อาจเป็นได้ว่า เป็นการเคลื่อนไหวตามทิศทางของดัชนีหุ้นในสหรัฐ
น้ำมันลดต่อเนื่อง
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับตัวลดลง ท่ามกลางความวิตกถึงความเป็นไปได้ที่ราคาในตลาดจะทะยานขึ้นมากเกินไป เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ยังมีการจัดหาล้นตลาดอยู่
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนมิถุนายน ในตลาดไนเม็กซ์ ของสหรัฐ ลดลง 62 เซนต์ มาอยู่ที่ 59.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ลดลง 22 เซนต์ ที่ 66.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า แม้ปริมาณน้ำมันดิบสำรองของสหรัฐจะลดลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่การจัดหาก็ยังอยู่ในระดับสูงอยู่ ด้วยปริมาณการผลิตในสหรัฐ ที่สูงกว่า 9.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดนับแต่ช่วงทศวรรษ 70 เป็นต้นมา


