นักวิทยาศาสตร์ เตือน ชาวอเมริกัน 143 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ว่า จากรายงานของนักวิจัยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (ยูเอสจีเอส) เปิดเผยว่า ชาวอเมริกันกว่า 143 ล้านคนหรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรสหรัฐอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยต่อการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งไม่นับรวมรัฐอะแลสกา รัฐฮาวาย และเครือรัฐเปอร์โตริโก เนื่องจากมีประชากรย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งด้านตะวันตกของสหรัฐเพิ่มมากขึ้น ทำให้พื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวขยายวงกว้างกว่าเดิม
ทั้งนี้ ประชาชนราว 28 ล้านคนอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยสูงสุด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่บริเวณชายฝั่งทางตะวันตกของประเทศ ในเขตรอยเลื่อนแซนแอนเดรียสที่ตัดผ่านรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมถึงรอยเลื่อนใต้มหาสมุทรทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์พยายามทำการวิจัยว่า มีประชาชนอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยต่อการเกิดแผ่นดินไหวทั้งหมดเท่าไร ซึ่งจากตัวเลขคาดการณ์ของรัฐบาลเมื่อ 20 ปีที่แล้วพบว่า มีประชาชนราว 75 ล้านคนจากทั้งหมด 39 รัฐเสี่ยงภัยต่อการเกิดแผ่นดินไหว
ขณะที่แผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงภัยต่อการเกิดแผ่นดินไหวล่าสุด พบว่า พื้นที่ถึง 1ใน 3 ของสหรัฐเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้น โดยเขตชายฝั่งด้านตะวันตกของสหรัฐยังคงเป็นจุดร้อนที่จะเกิดแผ่นดินไหวมากที่สุด ตามมาด้วยเขตเทือกเขาร็อกกี้ เขตมิดเวสต์ เขตนิวอิงแลนด์ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ
รายงานดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้รวมเอาเหตุแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่มีสาเหตุมาจากการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมไว้ด้วย ซึ่งหากนำเหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวมาคำนวณด้วยจะทำให้จำนวนประชากรที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวเพิ่มสูงขึ้นอีก นอกจากนี้ทีมวิจัยยังประเมินความเสียหายหลังเกิดแผ่นดินไหวไว้ด้วย ซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (144,000ล้านบาท) โดยรัฐที่ได้ผลกระทบมากที่สุดคือรัฐแคลิฟอร์เนีย รองลงมาคือรัฐออริกอนและรัฐวอชิงตัน


