ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ปรับตัวลดลง ท่ามกลางบรรยากาศการซื้อขายที่เต็มไปด้วยความระวังระมัดตัว ในช่วงเทศกาลรายงานผลประกอบการของบริษัทต่างๆ
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดซื้อขายเมื่อวานนี้ (7 เม.ย.) ลดลงเล็กน้อย 9.37 จุด หรือ 0.05% มาอยู่ที่ 17,871.48 จุด
ส่วนดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ร่วงลง 4.48 จุด หรือ 0.22% มาอยู่ที่ 2,076.14 จุด และดัชนีแนสแด็ก ลดลง 7.08 จุด หรือ 0.14% ที่ 4,910.23 จุด
บรรยากาศการซื้อขายเต็มไปด้วยความระวังตัว ไร้แรงเข้าซื้อ เนื่องจากนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า รายได้ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดแนสแด็กจะรายงานรายได้ไตรมาสแรกของปีนี้ ร่วงลงราว 3% ซึ่งจะเป็นการลดลงรายไตรมาสครั้งแรกนับแต่ ไตรมาส 3 ของปี 2552 บดบังข่าวดีในเรื่องที่วา ยักษ์ขนส่งสินค้าสหรัฐ "เฟดเอ็กซ์" ประกาศแผนเข้าซื้อกิจการคู่แข่งจากยุโรป "ทีเอ็นที" ในวงเงิน 4,400 ล้านยูโร
ทางด้านตลาดหุ้นหลักๆ ของยุโรป ทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ในการเปิดซื้อขายวันแรกของสัปดาห์นี้
ดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ของอังกฤษ ทะยานขึ้นมา 1.88% มาอยู่ที่ 6,961.77 จุด ส่วนดัชนีแค็ก 40 ของฝรั่งเศส พุ่งขึ้น 1.52% ที่ 5,151.19 จุด และดัชนีแด็กซ์ 30 ของเยอรมนี ปรับขึ้น 1.30% ปิดซื้อขายที่ 12,123.52 จุด
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ตลาดทะยานขึ้น หลังจากที่หยุดติดต่อกันถึง 4 วัน เพื่อไล่ตามการปรับตัวสูงขึ้นของหุ้นสหรัฐในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ทั้งยังได้แรงหนุนจากข่าวเฟดเอ็กซ์-ทีเอ็นทีด้วย
หวังสหรัฐลดการผลิตดันราคาน้ำมันพุ่ง
ราคาน้ำมันดิบปิดซื้อขายพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางการคาดหวังว่า การผลิตน้ำมันในสหรัฐจะลดปริมาณลงมา
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนพฤษภาคม ที่ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ทะยานขึ้นมา 1.84 ดอลลาร์ ปิดซื้อขายที่ 53.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แตะระดับสูงสุด นับแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ปรับขึ้น 98 เซนต์ มาแยู่ที่ 59.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เทรดเดอร์ชี้ว่า ราคาน้ำมันดิบของทั้ง 2 ตลาด ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับแต่มีการบรรลุกรอบข้อตกลงการทำงานระหว่างอิหร่าน กับ 6 ชาติมหาอำนาจ เมื่อสัปดาหที่แล้ว และตลาดมองไม่เห็นผลกระทบในระยะใกล้ที่จะเกิดขึ้นจากข้อตกลงนี้
ตลาดยังมองล่วงหน้าไปถึงข้อมูลน้ำมันรายสัปดาห์ของกระทรวงพลังงาน สหรัฐ ที่คาดว่า แม้จะรายงานปริมาณน้ำมันดิบสำรองเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็จะบ่งชี้ถึงการผลิตน้ำมันในสหรัฐ ที่ลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน


