คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ผ่านมติตัดแหล่งเงินทุนสนับสนุนกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส และกลุ่มแนวร่วมอัล นัสรา
ในเอกสารที่ร่างขึ้นโดยรัสเซียนั้น เรียกร้องให้ชาติสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง อายัดเงินทุนทุกอย่างที่เชื่อมโยงกับการลักลอบค้าน้ำมันของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ รวมถึง การขโมยวัตถุโบราณจากโบราณสถาน หรือพิพิธภัณฑ์ ออกมาขาย
คณะมนตรีความมั่นคง ยังย้ำถึงข้อผูกพันสำหรับประเทศต่างๆ ที่จะต้องไม่ยอมจ่ายเงินค่าไถ่ตัวพลเมืองที่ถูกกลุ่มก่อการร้ายลักพาตัวไป และยุติการบริจาคเงินจากองค์กรเอกชนในต่างประเทศที่มีต่อกลุ่มก่อการร้าย
ทั้งนี้ ในรายงานที่ออกมาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ยูเอ็นระบุว่า เป็นเรื่องยากที่จะประเมินได้ว่า ไอเอสทำเงินได้จำนวนมากน้อยเท่าใด จากการขโมย และนำโบราณวัตถุในอิรัก และซีเรียออกมาขาย แต่ประเมินว่า รายได้จากน้ำมันของไอเอส ตกอยู่ที่ราว 846,000 ดอลลาร์ ถึง 1.6 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ส่วนรายได้จากการจับคนมาเรียกค่าไถ่ อยู่ที่ราว 96,000 ถึง 123,000 ดอลลาร์ต่อวัน
อย่างไรก็ดี รายงานล่าสุดจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ประเมินว่า น้ำมันไม่ได้เป็นแหล่งรายได้หลักของกลุ่มไอเอสอีกต่อไป
ขณะที่กลุ่มนักการทูตตะวันตกชี้ว่า การโจมตีทางอากาศต่อสาธารณูปโภคด้านน้ำมันที่อยู่ในเขตที่มั่นของไอเอส และราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งลงมาอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดมืดเช่นกัน


