ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางการซื้อขายที่เต็มไปด้วยความผันผวน มีหุ้นกลุ่มพลังงานเป็นแกนนำขาขึ้น
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับขึ้นมา 194.07 จุด หรือ 1.13% มาอยู่ที่ 17,359.02 จุด หลังระหว่างวัน ร่วงลงไปถึง 17,037.76 จุด ส่วนดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ทะยานขึ้นมา 25.86 จุด หรือ 1.30% มาอยู่ที่ 2,020.85 จุด และดัชนีแนสแด็ก ปรับขึ้น 41.45 จุด หรือ 0.89% มาอยู่ที่ 4,676.69 จุด
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดนั้น เป็นเพราะนักลงทุนยังมีความกังวลกันอยู่ในหลายเรื่อง แต่ตลาดก็ได้แรงหนุนจากขาขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน รวมถึง ฮัลลิเบอร์ตัน ผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันที่ราคาหุ้นทะยานขึ้นมาถึง 3.8% หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับสูงขึ้นมา 3 วันติดต่อกันแล้ว
ทางด้านตลาดหลักๆ ในยุโรป ก็ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในแดนบวกเช่นกัน จากข่าวที่รัฐบาลชุดใหม่ของกรีซ หาเสียงสนับสนุนเพื่อการเปิดเจรจารอบใหม่ เกี่ยวกับเงินอัดฉีดจากกลุ่มเจ้าหนี้จำนวน 240,000 ล้านยูโร ทำให้นักลงทุนพากันจับตารอดูความคืบหน้าในเรื่องนี้
ดัชนีเอฟทีเอสอี ตลาดลอนดอน อังกฤษ ปรับขึ้น 0.49% มาอยู่ที่ 6,782.55 จุด ส่วนดัชนีแด็กซ์ 30 ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ของเยอรมนี ทะยานขึ้นมา 1.25% มาอยู่ที่ 10,828.01 จุด และดัชนีแค็ก40 ตลาดปารีส ฝรั่งเศส ปรับขึ้น 0.51% ปิดการซื้อขายที่ 4,627.67 จุด
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น หลังมีการเปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า บริษัทน้ำมันสหรัฐเริ่มลดการขุดเจาะน้ำมัน รับมือกับราคาที่ร่วงลงมาอยู่ในระดับต่ำ
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนมีนาคม ที่ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ปรับขึ้น 1.33 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 49.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ในตลาดลอนดอน อังกฤษ ทะยานขึ้นมา 1.76 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 54.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การขุดเจาะน้ำมันที่ลดลง ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ๆ รวมถึง เชฟรอน และ โคโนโคฟิลิปส์ ออกมาประกาศตัดงบใช้จ่ายในปีนี้ เพราะราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง


