"เอฟบีไอ" เผยผลสืบสวนกรณี "โซนี พิคเจอร์ส" ถูกโจมตีทางไซเบอร์ว่า เป็นฝีมือของทางการเกาหลีเหนือ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ว่า สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) แถลงสรุปผลการสอบสวนกรณีระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทโซนี พิคเจอร์ส เอนเตอร์เทนเมนต์ ผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหญ่ของโลก ถูกโจมตีเมื่อเดือนที่แล้ว ว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังโดยเชื่อว่ามีการว่าจ้างนักจารกรรมข้อมูลชาวต่างชาติซึ่งใช้ประเทศอื่นเป็นฐานในการโจมตี โดยระบุว่า ไม่มีหลักฐานอื่นใดที่จะเชื่่อมโยงไปถึงผู้ต้องสงสัยอื่นได้ มีเพียงคำกล่าวของผู้ที่อ้างตนว่าเป็นผู้โจมตีซึ่งถูกโพสต์ลงบนอินเตอร์เน็ตว่า แรงจูงใจในการก่อเหตุมาจากความไม่พอใจต่อภาพยนตร์ตลกล้อเลียนนายคิม จอง-อึน อย่าง "ดิ อินเทอร์วิว" ซึ่งสอดคล้องกับที่ทางการเกาหลีเหนือออกมาประณามการจัดสร้างและการฉายภาพยนตร์เรื่องนี้
ทางการเปียงยางยังคงยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐ และประกาศจะโต้ตอบต่อข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอยนั้น ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงหลายกลุ่มยังกังขาเกี่ยวกับข้อสรุปและแนวทางการสืบสวนของเอฟบีไอ โดยไทอา โกลบอล บริษัทที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เผยว่า จากการวิเคราะห์ทางภาษาศาสตร์ของรูปแบบการสื่อสารจากผู้ที่อ้างตนว่าเป็นคนร้าย สันนิษฐานว่าผู้ต้องสงสัยน่าจะมาจากรัสเซียมากกว่าเกาหลีเหนือ ส่วนผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทนอร์สตั้งสมมติฐานว่า อาจมีคนในของโซนีมีส่วนกับการโจมตีครั้งนี้ โดยนายมาร์ค แรช อดีตอัยการกลางสหรัฐด้านอาชญากรรมไซเบอร์ กล่าวว่า เอฟบีไอด่วนสรุปเกินไปที่ระบุว่าตัวการคือรัฐบาลเกาหลีเหนือทั้งที่การสืบสวนยังไม่สิ้นสุด เพราะยังมีทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับการระบุตัวคนร้ายและวิธีก่อเหตุ ซึ่งทางการควรต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
ทั้งนี้ เหตุที่เกิดขึ้นกับโซนี นับเป็นการโจมตีทางไซเบอร์โดยมุ่งเป้าไปที่หน่วยงานเอกชน ที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสหรัฐ เพราะคนร้ายไม่เพียงจารกรรมข้อมูลจำนวนมหาศาลของบริษัท แต่ยังลบข้อมูลจากหน่วยความจำและทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้นานกว่าสัปดาห์





