"รอยเตอร์"นำเสนอบทวิเคราะห์การเยือนภูมิภาคเอเชียของ"บารัก โอบามา"สะท้อนภาพความเป็นพี่เบิ้มของสหรัฐ
"รอยเตอร์"นำเสนอบทวิเคราะห์ว่า การเยือนภูมิภาคเอเชียของประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐรอบนี้ อาจสะท้อนภาพความเป็นพี่เบิ้มของสหรัฐในมุมมองที่ต่างออกไป ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิมเพราะบรรดาชาติพันธมิตรสหรัฐ ต่างหันไปเอาอกเอาใจ หรือไม่ก็เกรงใจจีนมากกว่า
หากเป็นจริงอย่างที่รอยเตอร์วิเคราะห์ ก็หมายความว่า นโยบายปักหมุดเอเชีย ที่นายโอบามา พยายามโปรโมท อาจถูกลดทอนความสำคัญลงไป ทั้งๆที่นโยบายนี้ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่สหรัฐ บรรลุข้อตกลงระยะ 10 ปีในการส่งกองกำลังขนาดใหญ่ไปประจำการในฟิลิปปินส์, เพิ่มการกระชับสัมพันธ์ด้านกลาโหมกับออสเตรเลียและอินเดีย, ผ่อนคลายข้อห้ามการขายอาวุธร้ายแรงให้เวียดนาม เพื่อให้ฮานอย ยกระดับความสามารถในการรักษาความปลอดภัยทางทะเล
สหรัฐ พยายามขยายผลประโยชน์ในภูมิภาคนี้ เพื่อคานอำนาจจีน ที่กำลังแผ่อิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในความเป็นจริงกลับปรากฏว่า พันธมิตรของสหรัฐบางประเทศ กลับเริ่มออกอาการว่าจะท้าทายจีนน้อยลง ก็หมายความว่า จีนจะสามารถอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรได้มากขึ้นโดยไม่มีชาติใดกล้าส่งเสียงคัดค้าน
ที่สำคัญ ความพ่ายแพ้ของพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (4พ.ย.)เพราะประชาชนเบื่อหน่ายนายโอบามา ก็ทำให้สถานะในการเจรจาของผู้นำสหรัฐกับจีน หรือแม้แต่กับชาติพันธมิตรในเอเชีย ไม่มีน้ำหนักเหมือนเคย แถมยังทำให้ผู้นำสหรัฐมีอำนาจในการต่อรองน้อยลง หลังจากพรรครีพับลิกัน ชนะเลือกตั้งยึดทั้งสภาล่างและสภาสูง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลายประเทศในเอเชีย อย่างฟิลิปปินส์และเวียดนาม ต้องการกระชับสัมพันธ์กับสหรัฐ ด้วยความหวังว่าจะให้สหรัฐช่วยปกป้องจากกรณีพิพาทการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนเหนือทะเลจีนใต้ ที่มีกับจีน แต่ชาติพันธมิตรเก่าแก่อื่นๆกลับมีท่าทีเอาใจออกห่างจากสหรัฐมากขึ้น
เริ่มจาก อินโดนีเซีย พันธมิตรของสหรัฐที่เข้มแข็งและมีบทบาทนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตลอด ส่งสัญญาณว่าจะเพลานโยบายต่างประเทศ และหันมามุ่งเน้นกิจการภายในประเทศมากขึ้นตามที่ประธานาธิบดีคนใหม่นายโจโค วิโดโด หาเสียงเอาไว้
ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซีย ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย นายเกร็ก ฟีลี ให้ความเห็นว่า ไม่มีแนวโน้มที่นายวิโดโดจะลงมือทำอะไรเกี่ยวกับกรณีทะเลจีนใต้ เว้นเสียแต่ว่า มีวิกฤตการณ์เกิดขึ้นเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า สหรัฐจะมีตัวช่วยน้อยลง
นั่นเป็นเพราะว่า อิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนที่มีต่อภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากมูลค่าการค้าระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับจีน ที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัวจากเมื่อทศวรรษที่แล้วเป็น 350,000 ล้านดอลลาร์ ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2563
ส่วนไทย การรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สั่นคลอนความสัมพันธ์ที่มีกับสหรัฐไปมาก และนับจากนั้น สหรัฐก็ลดการติดต่อทางการทูต รวมถึงลดการซ้อมรบร่วมกับกองทัพไทย
ขณะที่มาเลเซีย ซึ่งจะรับตำแหน่งประธานอาเซียนในปีหน้า ก็เน้นค้าขายกับจีน และกำลังร่วมมือกับจีนเพื่อยกระดับข้อตกลงการค้าเสรีจีน-อาเซียน
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลก ที่บรรดาผู้สังเกตุการณ์ทางการเมืองจะมองว่า สหรัฐควรวิตกกังวลเกี่ยวกับนโยบายปักหมุดเอเชีย เพราะชาติพันธมิตรอาเซียน อาจไม่ยืนหยัดปกป้องสหรัฐเหมือนเดิมอีก





