วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บีโอเจอัดฉีด'คิวอี'ดันหุ้นนิเคอิพุ่ง-เยนอ่อนรอบ7ปี

บีโอเจอัดฉีด"คิวอี"รอบใหม่ เดือนละแสนล้านดอลล์ ดันหุ้นนิเคอิพุ่งสูงสุด-เยนอ่อนค่ารอบ7ปี ตลาดหุ้นทั่วโลกขานรับ

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดเผยว่าบีโอเจวางแผนที่จะซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นมูลค่า 8-12 ล้านล้านเยน หรือ ราว 0.72-1.08 แสนล้านดอลลาร์ต่อเดือน หลังจากบีโอเจมีมติใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ครั้งใหม่ โดยบีโอเจมีแผนที่จะซื้อพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนภายในเวลา 5-10 ปี เป็นมูลค่า 2.4-3.6 ล้านล้านเยน และพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอน 1-5 ปี เป็นมูลค่า 3.0-7.2 ล้านล้านเยน

ทั้งนี้ บีโอเจมีมติ 5 ต่อ 4 เสียงให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น โดยเพิ่มฐานเงิน หรือเงินสดและเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับบีโอเจในอัตรา 80 ล้านล้านเยน หรือราว 7.26 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี จากเดิมที่ระดับ 60-70 ล้านล้านเยน

บีโอเจสร้างความประหลาดใจต่อตลาดด้วยการผ่อนคลายนโยบายอย่างไม่คาดคิด เนื่องจากมีความวิตกว่า การร่วงลงของราคาน้ำมันจะกระทบดัชนีราคาผู้บริโภค และทำให้ความเชื่อมั่นที่จะฟื้นตัวจากภาวะเงินฝืดนั้นล่าช้าออกไปอีก

นอกจากนี้ บีโอเจยังตัดสินใจเพิ่มวงเงินในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลขึ้นราว 30 ล้านล้านเยน และขยายระยะเวลาเฉลี่ยของการถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเป็น 10 ปี

ขณะเดียวกัน บีโอเจยังตัดสินใจเพิ่มวงเงินในโครงการซื้อกองทุนอีทีเอฟ (ETF) และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ขึ้น 3 เท่า

นอกจากนี้ คณะกรรมการกำกับดูแลกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการญี่ปุ่น (GPIF) ได้อนุมัติแผนการให้กองทุนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นสู่ระดับ 25% ของพอร์ทการลงทุน จากระดับ 12% ในขณะนี้

นอกจากนี้ คณะกรรมการของกระทรวงสาธารณสุข, แรงงาน และสวัสดิการยังเห็นพ้องว่า กองทุน GPIF ซึ่งมีเม็ดเงินภายใต้การบริหาร 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ และเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญที่ใหญ่ที่สุดในโลก ควรจะลดสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นลง สู่ระดับ 35% จากระดับปัจจุบันที่ราว 60%

ขุนคลังญี่ปุ่นขานรับคิวอีกระตุ้นศก.

นายทาโระ อาโสะ รมว.คลังญี่ปุ่นกล่าวว่า เขาขานรับการตัดสินใจของนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และกล่าวว่า การผ่อนคลายนโยบายการเงินครั้งใหม่ของบีโอเจ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมของบีโอเจไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในปีหน้าหรือไม่

นอกจากนี้ นายอาโสะ ยังกล่าวว่า การอ่อนค่าของเยนก็มีผลบวกด้วย และมีผลที่แตกต่างกันไปต่อการนำเข้า
นิเคอิพุ่งกว่า700จุด สูงสุดรอบ7ปี

ตลาดหุ้นโตเกียวทะยานขึ้นกว่า 5% แตะระดับสูงสุดที่ทำไว้ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติการเงินโลกในวันนี้ ขายรับนโยบายของบีโอเจ

ดัชนีนิเคอิปิดตลาดทะยานขึ้น 755.56 จุด หรือ 4.83% สู่ระดับ 16,413.76 ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2007 หลังจากพุ่งขึ้น 5.1% มาที่ 16,455.84 โดยทำสถิติทะยานขึ้นมากที่สุดภายในวันเดียวนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2557

"นักลงทุนส่วนใหญ่คิดว่า การผ่อนคลายนโยบายจะเริ่มขึ้นในเดือนม.ค.2015 และ มีเพียงไม่กี่คนที่คิดว่า บีโอเจจะผ่อนคลายนโยบายในเดือนนี้" เทรดเดอร์อาวุโสจากบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศแห่งหนึ่งกล่าว "นี่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจแน่นอน"

เศรษฐกิจญี่ปุ่นเผชิญกับภาวะบริโภคที่ชะลอตัว หลังจากรัฐบาลขึ้นภาษี VAT ในเดือนเม.ย. ซึ่งทำให้มีรัฐมนตรีหลายคนออกมาเรียกร้องให้นายอาเบะชะลอแผนการขึ้นภาษี VAT ครั้งที่ 2 ที่มีกำหนดในปีหน้า

แต่เทรดเดอร์กล่าวว่า นายอาเบะ อาจจะใช้การพุ่งขึ้นอย่างมากของตลาดหุ้นเป็นเหตุผลที่จะคงแผนเดิมต่อไป

ดอลลาร์พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปีเหนือระดับ 110.67 เยน ซึ่งช่วย หนุนหุ้นกลุ่มส่งออก
ฮั่งเส็งพุ่งร้อนแรงเกือบ300จุด

ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดพุ่งขึ้นวานนี้ ซึ่งสะท้อนถึงการดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นจีนและความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น หลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ซึ่งทำให้ตลาดทะยานขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบรายเดือนนับตั้งแต่เดือนก.ค.

ทั้งนี้ ดัชนีฮั่งเส็งปิดพุ่งขึ้น 296.02 จุด หรือ 1.25% สู่ระดับ 23,998.06 ส่วนดัชนีหุ้นเอชหรือหุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดพุ่งขึ้น 1.2%

ในสัปดาห์นี้ ดัชนีทะยานขึ้น 3.0% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 14 สัปดาห์ ส่วนดัชนีหุ้นเอชพุ่งขึ้น 3.5% ซึ่งเป็นการดีดตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 8 สัปดาห์ และดัชนีทั้งสองพุ่งขึ้นกว่า 4% ในเดือนนี้

หุ้นยุโรปเปิดตลาดพุ่งกว่า1%รับข่าว

หุ้นยุโรปพุ่งขึ้นในช่วงเปิดตลาดวันนี้ตามการทะยานขึ้นของตลาดหุ้นโตเกียว หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) สร้างความประหลาดใจให้แก่ตลาดการเงินทั่วโลกด้วยการผ่อนคลายนโยบายครั้งใหม่

ณ เวลา 15.03 น.ตามเวลาไทย ดัชนี FTSEurofirst 300 ของหุ้นกลุ่มบลูชิพทั่วยุโรป พุ่งขึ้น 1.3% มาที่ 1,344.18 โดยขยายช่วงบวกจากการดีดตัวขึ้นเป็นเวลา 2 สัปดาห์

ด้านดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าเปิดตลาดพุ่งขึ้นเช่นกัน โดยปรับขึ้น 176 จุด อยู่ที่ 17,290 จุด

โบรกฯมองหุ้นไทยฟื้นตัว

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วานนี้ (31 ต.ค.) ปิดที่ 1,584.16 จุด เพิ่มขึ้น 18.81 จุด หรือ 1.20% มูลค่าการซื้อขาย 46,768.11 ล้านบาท

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่าปัจจัยหนุนหุ้นไทย คือ มาตรการคิวอีของบีโอเจ

“หลังการเพิ่มวงเงินที่จะอัดฉีดเข้าระบบ ทำให้นักลงทุนคาดว่าจะมีเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีการคาดหวังกันว่าธนาคารกลางแห่งชาติยุโรป (อีซีบี) จะอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบเพิ่มเช่นกัน ซึ่งอีซีบีจะมีการประชุมกันในวันที่ 6 พ.ย. นี้”

ด้านนายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่านักลงทุนคาดว่าจะมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้น

“จากเดิมที่มีความกังวลว่าเงินจะไหลกลับไปยังฝั่งอเมริกาและยุโรป จากผลประกอบไตรมาส 3 ของไทยที่ออกมาไม่ค่อยดี และแนวโน้มว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ แต่หลังจากบีโอเจตัดสินใจอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบ และอีซีบีมีแนวโน้มที่จะซื้อพันธบัตรเพิ่มเติม คาดว่าดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อได้”

ดอลล์/เยนแข็งสุดรอบปีครึ่ง

ดอลลาร์พุ่งขึ้นกว่า 2% ในวันนี้ โดยทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดภายในวันเดียวในรอบ 1 ปีครึ่งเมื่อเทียบกับเยน หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติ 5 ต่อ 4 เสียงใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ครั้งใหม่ในวันนี้ โดยเพิ่มฐานเงิน หรือเงินสด และเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับบีโอเจในอัตรา 80 ล้านล้านเยน (7.26 แสนล้านดอลลาร์) ต่อปี จากเดิมที่ระดับ 60-70 ล้านล้านเยน

ดอลลาร์แข็งค่ากว่า 2% แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปีที่ 111.53 เยน โดยครั้งล่าสุดที่ดอลลาร์พุ่งขึ้นดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว เมื่อบีโอเจได้ดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณและคุณภาพครั้งใหญ่
เงินภูมิภาคอ่อนค่าตามเยน

สกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคอ่อนค่าลง จากการตัดสินใจของบีโอเจช่วยหนุนดอลลาร์แข็งค่าขึ้น โดยในช่วงแรกของการซื้อขายก่อนบีโอเจแถลงมติการประชุม สกุลเงินในภูมิภาคดีดตัวขึ้น เนื่องจากข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐช่วยเพิ่มความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง

ดอลลาร์สิงคโปร์ร่วงลง 0.6% มาที่ 1.2850 ต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ วันที่ 27 ส.ค.2013

สกุลเงินในภูมิภาคร่วงลง ขณะที่หุ้นในภูมิภาคพุ่งขึ้น เนื่องจากการผ่อนคลายนโยบายของบีโอเจเพิ่มการคาดการณ์ที่ว่า สภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจะยิ่งเพิ่มความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง

นายจอง มาย-ยัง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจากซัมซุง ฟิวเจอร์สกล่าวว่าสกุลเงินเอเชียมีความอ่อนไหวมากขึ้นต่อดอลลาร์ในขณะนี้ โดยเราต้องดูว่าเม็ดเงินจะไปที่ใด

สกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคอ่อนค่าลง โดยวอนดิ่งลง 1.2% ขณะที่ดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่า 0.5% และบาทปรับตัวลง 0.4% ส่วนริงกิตร่วงลง 0.3% แต่รูเปี๊ยะห์สวนกระแสภูมิภาค โดยแข็งค่า 0.7%

วอนทำสถิติดิ่งลงมากที่สุดภายในวันเดียวในรอบเกือบ 9 เดือน ขณะที่ตลาดคาดว่าธนาคารกลางเกาหลีใต้จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก หลังจากที่บีโอเจ ออกมาตรการคิวอี โดยประธานาธิบดีปาร์ค กึน-เฮของเกาหลีใต้ วิตกเกี่ยวกับการแข็งค่าของวอน/เยน เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นคู่แข่งกันสำหรับผลิตภัณฑ์ที่เหมือนกันในตลาดสำคัญๆทั่วโลก

ทองร่วงหลุด1,170ดอลล์ ต่ำสุด 4 ปี

ราคาทองและโลหะเงินร่วงลงอย่างหนัก หลังจากดอลลาร์แข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 สัปดาห์ โดยดอลลาร์ได้แรงหนุนจากข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่แข็งแกร่งของสหรัฐ และการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (QE) ครั้งใหม่ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ซึ่งทำให้เยนอ่อนค่าลง

ราคาทองและโลหะเงินเผชิญกับแรงกดดันอยู่แล้ว หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่วิตกต่อความผันผวนของตลาดการเงิน, ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรป และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป็นปัจจัยที่อาจจะบั่นทอนความคืบหน้าต่อการบรรลุเป้าหมายการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อ

ราคาทองในตลาดสปอตดิ่งกว่า 2% มาที่ 1,168.66 ดอลลาร์/ออนซ์ในการซื้อขาย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2553 และราคาทองดิ่งลงมากขึ้น หลังจากการประกาศของบีโอเจทำให้ดัชนีดอลลาร์พุ่งแตะระดับสูงสุดของวัน ขณะที่ราคาสัญญาทองล่วงหน้าที่ตลาดนิวยอร์กดิ่งลงเช่นกัน

เทรดเดอร์รายหนึ่งกล่าวว่า มีคำสั่งขายตัดขาดทุนจำนวนมากที่ใต้ระดับ 1,180.50 ดอลลาร์/ออนซ์ และเมื่อประกอบกับการเคลื่อนไหวผันผวนของดอลลาร์/เยน จึงทำให้ราคาทองร่วงลง

ราคาทองมีแนวโน้มดิ่งลง 4.7% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2557 และเป็นการร่วงลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน

SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองรายใหญ่ที่สุดในโลก ระบุว่า ปริมาณการถือครองทองของทางกองทุนลดลง 0.16% สู่ระดับ 741.20 ตัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี

ทองคำในประเทศร่วง500บาท

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่าราคาทองคำในตลาดโลกได้ปรับลดหลุดแนวรับสำคัญที่ระดับ 1,175 ดอลลาร์ต่อออนซ์และปรับลดลงต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุมาจากนักลงทุน ประเมินทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น และมีปัจจัยใหม่ล่าสุดจากบีโอเจ

"ส่วนราคาทองคำในประเทศในวันที่ 31 ต.ค.ปรับลดลง 500 บาทต่อบาททองคำ ถือว่าเป็นระดับต่ำสุดในรอบปีนี้ และมีโอกาสจะปรับลดลงได้อีก ซึ่งหากนักลงทุนที่ยังไม่ได้ถือลงทุนทองคำในพอร์ตลงทุน ตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมหากจะทยอยซื้อ เพราะเชื่อว่าราคาทองคำน่าจะปรับลดลงอีกไม่มาก"นายจิตติกล่าว