ออสเตรเลียประกาศระงับการออกวีซ่าแก่ผู้เดินทางจาก3ประเทศในแอฟริกาตะวันตกที่เผชิญการระบาดของอีโบลา
หวังสกัดไวรัสข้ามพรมแดน ส่วนนางพยาบาลที่เพิ่งกลับจากเซียร์ราลีโอนเล็งฟ้องศาล หลังนิวเจอร์ซีย์ออกกฎกักบริเวณคนที่กลับมาจาก 3 ประเทศเสี่ยง ขณะที่ กทม. ออก 3 มาตรการเฝ้าระวัง พร้อมสั่งเข้มคัดกรองผู้ต้องสงสัยด่าน "สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-ท่าเรือคลองเตย"
นายสกอตต์ มอร์ริสัน รัฐมนตรีคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย กล่าวว่า ประเทศออสเตรเลียได้ระงับการออกวีซ่าให้แก่ผู้ที่มาจาก 3 ประเทศแอฟริกาตะวันตก ได้แก่ ประเทศกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน เพื่อป้องกันไวรัสข้ามพรมแดน แม้ผลทดสอบวัยรุ่นจากกินีพบว่าไม่ติดเชื้อก็ตาม
"มาตรการนี้ ระงับการออกวีซ่าชั่วคราว รวมถึงวีซ่าในโครงการด้านมนุษยธรรม จากประเทศที่เผชิญการระบาดของอีโบลา" นายมอร์ริสัน กล่าว พร้อมอธิบายว่าผู้ที่ได้รับวีซ่าด้านมนุษยธรรมแล้ว จะสามารถเดินทางไปยังออสเตรเลียได้ แต่ต้องผ่านการตรวจสุขภาพก่อนออกเดินทางออกไปและตรวจสุขภาพอีกครั้งเมื่อเดินทางกลับออสเตรเลีย
การออกข้อจำกัดนี้ มีขึ้นหลังจากวัยรุ่นอายุ 18 ปีจากประเทศกินี เดินทางไปถึงออสเตรเลียเมื่อ 12 วันที่แล้วพร้อมญาติ 8 คน และยังถูกกักบริเวณอยู่ในโรงพยาบาล แม้ผลตรวจร่างกายเป็นลบคือ ไม่ติดเชื้ออีโบลาแต่ต้องมีการตรวจร่างกายรอบ 2 เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าปลอดการติดเชื้อแน่นอน
พยาบาลจ่อฟ้องรัฐนิวเจอร์ซีย์กักตัว
ขณะเดียวกัน นายนอร์แมน ซีเกล ทนายความของนางสาวเคซี ฮิกคอกซ์ พยาบาลในสหรัฐ กล่าวว่า จะยื่นฟ้องภายในไม่กี่วันนี้ หลังจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ออกกฎให้มีการกักบริเวณผู้ที่เดินทางมาจาก 3 ประเทศในแอฟริกาตะวันตก
นายซีเกล กล่าวว่า การกักบริเวณนางสาวฮิกคอกซ์ซึ่งเดินทางกลับจากแอฟริกาตะวันตก ทำให้มีการถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นด้านรัฐธรรมนูญและเสรีภาพพลเรือน เพราะนางสาวฮิกคอกซ์ ไม่มีอาการว่าติดเชื้อ อีกทั้งยังทดสอบแล้วพบว่าไม่ติดเชื้อ
หากมีการยื่นฟ้องจริง คดีนี้จะเป็นคดีแรกที่ท้าทายกฎของการกักบริเวณเป็นเวลา 21 วันของรัฐนิวเจอร์ซีย์ สำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน นอกจากนั้น คดีนี้ยังอาจกระทบถึงนโยบายทำนองเดียวกันที่รัฐอื่นประกาศใช้ รวมถึงนิวยอร์กและอิลลินอยส์
คำฟ้องจะระบุว่าสิทธิตามรัฐธรรมนูญของนางสาวฮิกคอกซ์ ถูกละเมิดเพราะถูกบังคับให้ต้องกักบริเวณ โดยเจ้าหน้าที่รัฐใช้นโยบายแบบเหวี่ยงแห ไม่แยกแยะหรือคำนึงถึงพื้นฐานด้านเหตุผลในการกักบริเวณบุคคลอย่างนางสาวฮิกคอกซ์
"กรณีนี้สะท้อนว่าการดำเนินนโยบายควรมีสาเหตุมาจากข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ไม่ใช่ความหวาดกลัว" นายซีเกล ระบุ
แนะศาลหาสมดุลพิจารณาคดีกักบริเวณ
ศาสตราจารย์มิเชลล์ เมลโล แห่งภาควิชานิติศาสตร์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า ศาลที่พิจารณาคดีทำนองนี้จะต้องหาสมดุลระหว่างระดับของอันตรายจากโรค กับความเป็นไปได้ที่คนนั้นจะเป็นภัยคุกคามต่อสาธารณชน แต่ศาลมีเหตุผลที่จะสนับสนุนคำสั่งกักบริเวณ แม้ในกรณีที่ไม่มีข้อพิสูจน์ว่าคนนั้นมีอาการป่วย
หวั่นคำสั่งกักตัวทำแพทย์ไม่ไปช่วยผู้ติดเชื้อ
ทั้งนี้ นางสาวฮิกคอกซ์ เป็นคนแรกที่ถูกกักบริเวณภายใต้คำสั่งใหม่ หลังจากเดินถึงสนามบินนวร์ก ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ จากการไปช่วยดูแลผู้ป่วยอีโบลาในเซียร์ราลีโอน โดย นางสาวฮิกคอกซ์ ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นว่า เธอมีสุขภาพดี
ด้านทำเนียบขาวแสดงความวิตกว่า มาตรการอย่างการกักบริเวณที่รัฐนิวเจอร์ซีย์กับนิวยอร์กนำมาใช้นั้น อาจทำให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่อยากเดินทางไปช่วยเหลือดูแลผู้ติดเชื้อใน 3 ประเทศที่เผชิญการระบาด
"บุคลากรทางการแพทย์ของสหรัฐ รวมถึงผู้ไปทำหน้าที่ในต่างประเทศ เป็นส่วนประกอบสำคัญในความพยายามของเราในการเป็นแกนนำประชาคมโลกในการควบคุมและยุติการระบาด" ทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์
ทั้งนี้ นิวยอร์กกับนิวเจอร์ซีย์ออกกฎกักบริเวณหลังจากแพทย์คนหนึ่งที่เพิ่งกลับจากแอฟริกาตะวันตกติดเชื้ออีโบลา ถือเป็นรายแรกในนิวยอร์ก ปัจจุบันแพทย์คนนี้มีอาการดีขึ้น
หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส รายงานว่า หลังจากรัฐบาลกดดันให้ทบทวนคำสั่ง ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กจะปรับเปลี่ยนคำสั่งให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล โดยนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก แถลงว่า นางสาวฮิกคอกซ์ ได้รับการปฏิบัติอย่างขาดความเคารพ แต่รัฐนิวเจอร์ซีย์ยืนยันจะไม่เปลี่ยนนโยบาย
กทม.งัด3มาตรการคัดกรองอีโบลา
ส่วนความเคลื่อนไหวในประเทศไทย วานนี้ (27 ต.ค.) นางสาวตรีดาว อภัยวงศ์ โฆษกกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ว่า กรณีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในโลกยังมีสถานการณ์ที่น่ากังวล ซึ่ง กทม.ก็เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางเป็นจำนวนมาก และด้วยความกังวลของผู้บริหาร กทม.ต่อการแพร่ระบาดนี้ จึงสั่งให้หน่วยงานในสังกัด กทม.เฝ้าระวังเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โดยสำนักงานอนามัย ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการตรวจสอบผู้ที่เข้าข่ายจากพื้นที่เสี่ยงในการเดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ
โฆษก กทม. กล่าวว่า สำหรับมาตรการเฝ้าระวังมี 3 ข้อ ได้แก่ 1.คัดกรองผู้ที่เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และท่าเรือคลองเตย ผ่านกรมควบคุมโรคของ กทม. สำหรับบุคคลที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวัง จะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว สำหรับติดตามอาการ ตลอดระยะเวลา 21 วัน ตามเวลาฟักตัวของเชื้อไวรัส
2.ค้นหาผู้ป่วยที่เข้าหลักเกณฑ์ของเชื้อไวรัสตามสถานพยาบาลต่าง ๆ หากพบบุคคลต้องสงสัย ให้นำตัวย้ายมายังสถานพยาบาลที่มีความพร้อมในการดูแลทันที 3.เข้าดูแลชุมชนที่ผู้ต้องสงสัยเดินทางมาจากทวีปแอฟริกา จะมีเจ้าหน้าที่ของ กทม.ติดตามตรวจสอบผู้ต้องสงสัยในระยะฟักตัวของเชื้อไวรัส
"ปัญหาในการติดตามผู้ต้องสงสัย คือ ไม่ได้แจ้งที่อยู่ตามจริง แต่หากพบเจ้าหน้าที่จะแจกซิมการ์ดโทรศัพท์สำหรับติดต่อกับผู้ต้องสงสัย ซึ่งขณะนี้กทม.ยังเฝ้าระวังและป้องกันสถานการณ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และยังไม่พบผู้ติดเชื้อแต่อย่างใด โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เดินทางมาจากพื้นที่ระบาด 1,089 คน มาจากพื้นที่เขตระบาดอย่างรุนแรงจำนวน 11 คน โดย กทม.ดูแลอยู่ 8 คน อีก 3 คนอยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุข" นางสาวตรีดาว ระบุ


