วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

สองโจทย์ใหญ่อินโดฯ

สองโจทย์ใหญ่อินโดนีเซีย เมื่อ โจโก วิโดโด หรือ "โจโกวี" กุมบังเหียน

การก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดในการบริหารประเทศอินโดนีเซียของ นายโจโก วิโดโด หรือ "โจโกวี" หลังคว้าชัยในการเลือกตั้งทั่วไปเหนือคู่แข่งที่มียศทางทหารนำหน้า นับเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจ เพราะเป็นการได้ "ผู้นำ" ที่แตกต่างไปจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ

โดยนายโจโกวีนั้นไม่เคยดำรงตำแหน่งใน "การเมืองระดับชาติ" มาก่อน เคยผ่านเพียงสนามการเมืองท้องถิ่น เช่น นายกเทศมนตรีเมืองขนาดกลางอย่างเมืองโซโล และผู้ว่าราชการกรุงจาการ์ตาเท่านั้น

หลายฝ่ายจึงวิตกกังวลว่าด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา อาจไม่สามารถรับมือกับปัญหาภายในประเทศหลายๆ เรื่องที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะโจทย์ใหญ่ 2 ข้อ คือ "กลเกมการเมือง" และ "ปัญหาเศรษฐกิจ"

อย่างไรก็ดีในมุมมองของเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย และนักวิชาการร่วมชาติ ล้วนมั่นใจว่าผู้นำคนใหม่ของพวกเขาจะนำพาประเทศเดินหน้าต่อไปได้ หากสามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 3 เรื่องสำคัญได้สำเร็จ คือ การแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณ, ลดการพยุงราคาพลังงาน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนจากต่างชาติ

นายลุตฟี ราอุฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย กล่าวในงานเสวนาเรื่อง "การขึ้นมาของโจโกวี บทเรียน อนาคต และองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง" ซึ่งจัดโดยหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า การเข้ามาของนายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซีย จะช่วยให้อินโดนีเซียก้าวเดินไปข้างหน้า ส่วนทิศทางการบริหารงานของเขาจากนี้ไปมี 3 ส่วนสำคัญ

ส่วนแรก เป็นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจภายในประเทศขณะนี้ชะลอตัว ดังนั้นจึงอยู่ที่ว่าเขาจะทำอย่างไรจึงจะจัดการปัญหาขาดดุลงบประมาณในการจัดทำงบประมาณประเทศปี 2558

ส่วนที่สอง เป็นเรื่องการพยุงราคาพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมากัดกร่อนเงินงบประมาณของประเทศไปมากมาย เพราะการเข้าไปพยุงราคาน้ำมันไว้มากเกินไป หากว่าอินโดนีเซียไม่บริหารจัดการปัญหานี้ จะยิ่งส่งผลกระทบต่องบประมาณของประเทศมากขึ้น

"การขึ้นราคาพลังงาน และลดการพยุงราคาน้ำมัน จะต้องหารือกับรัฐสภาให้เห็นชอบก่อน ส่วนการแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณยังตัดสินใจอะไรไม่ได้ ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญ"

ส่วนที่สาม การตั้งคณะบริหาร ต้องให้มีคณะกรรมาธิการต้านคอร์รัปชันมาช่วยเลือกสรรผู้ที่มีศักยภาพเข้ามาเป็นสมาชิกในคณะรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งอินโดนีเซียยังต้องร่วมมืออย่างแข็งขันเพื่อช่วยสร้างบรรยากาศให้เกิดสันติภาพและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในภูมิภาคด้วย

นายราอุฟ เห็นว่า บทบาทของอินโดนีเซียในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปีหน้า มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอินโดนีเซียถือเป็นสมาชิกที่ร่วมก่อตั้งอาเซียนมาตั้งแต่แรกเริ่ม เช่นเดียวกับไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ โดยอินโดนีเซียทำงานอย่างใกล้ชิดกับสมาชิกอื่นเพื่อให้ เออีซี เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ เหตุผลนี้ทำให้เขาเห็นว่าไทยก็มีความสำคัญเช่นเดียวกันในการผลักดันอาเซียนไปข้างหน้า

"หากถามว่าโจโกวีจะไปเยือนประเทศใดในอาเซียนก่อนนั้น เรายังไม่รู้ แต่คาดว่าเขาจะเข้าร่วมประชุม 3 งานสำคัญ คือ การประชุมอาเซียนซัมมิตครั้งแรกที่เมียนมาร์ จากนั้นจะไปประชุมเอเปคซัมมิตที่จีน และไปประชุมกลุ่มชาติอุตสาหกรรมชั้นนำ 20 ประเทศในออสเตรเลีย"

นายราอุฟ ยังคาดการณ์ว่าต่างชาติจะเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการเมืองอินโดนีเซียค่อนข้างมีเสถียรภาพ เป็นสัญญาณดีในการช่วยดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา เศรษฐกิจของประเทศก็มีแนวโน้มขยายตัวสดใส เพราะขนาดของตลาดในประเทศใหญ่มาก

ตอนนี้อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีชนชั้นกลางอยู่มากถึง 50 ล้านคน และภายในปี 2563 ชนชั้นกลางเหล่านี้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็น 130 ล้านคน เรายังมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่มากมาย มีประชากรเป็นแรงงาน มีพลวัตช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่มาก

"เรามีศักยภาพสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศรวมทั้งไทยได้อีกมาก ตอนนี้จึงขึ้นอยู่กับอินโดนีเซียเองที่ต้องเอาชนะความท้าทายต่างๆ เพื่อให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง และสร้างภาวะแวดล้อมที่ดีอย่างต่อเนื่องสำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติ"

ด้าน นายยานัวร์ ซูมาร์ลัน นักวิชาการสถาบันการศึกษาด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยมหิดล มองสอดคล้องกับนายราอุฟว่า การสร้างบรรยากาศเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับการลงทุน เป็นหนึ่งในทิศทางการบริหารงานของนายโจโกวี เพราะผู้นำคนใหม่อยากให้นักลงทุนเข้ามามากขึ้น และอินโดนีเซียเองเป็นประเทศร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติที่ยังสำรวจไม่หมด

"อินโดนีเซียค่อนข้างปลอดภัยและสงบ ทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีผู้คนอยากเข้ามาลงทุนมากขึ้น โจโกวีพยายามเสริมสร้างเศรษฐกิจ เปิดทางให้การลงทุนจากต่างชาติเข้ามามากขึ้น ในขณะที่ประเทศกำลังมีปัญหาการขาดดุลงบประมาณ การคลังไม่มีเงินพอใช้เป็นงบประมาณทหาร ไม่มีเงินเพียงพอให้กับรัฐบาล และไม่มีเงินเพียงพอเพื่อใช้การสาธารณสุข"

นายซูมาร์ลัน เชื่อว่า นายโจโกวีสามารถหาทีมเศรษฐกิจได้ไม่ยาก แต่คิดว่าการเลือกเฟ้นหาสมาชิกทีมกฎหมายเป็นเรื่องลำบาก เพราะต้องเจอปัญหาอีกมากมายเกี่ยวกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ต้องแก้ไข

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจากอินโดนีเซียผู้นี้เชื่อมั่นว่า นายโจโกวีน่าจะอยู่ครบ 5 ปีในวาระแรกของการเป็นผู้นำ

"โจโกวีน่าจะอยู่ครบเทอม เพราะผู้นำฝ่ายค้านยอมรับและให้การสนับสนุนเขา และโจโกวีมีประสบการณ์มากพอที่จะจัดการฝ่ายการเมือง และการยอมรับของพรรคฝ่ายค้านซึ่งเป็นกลุ่มมีขนาดเล็กกว่า ทำให้ไม่สร้างแรงกดดันมากมายอะไรให้กับโจโกวี"

นักวิชาการจากอินโดนีเซีย บอกด้วยว่า อีกทิศทางหนึ่งที่นายโจโกวีต้องเข้ามาบริหารจัดการ คือ การปรับปรุงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะการสร้างท่าเรือและมีเรือเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการสื่อสารและการติดต่อเดินทางให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับการขนส่งทรัพยากรภายในประเทศให้ดียิ่งขึ้น เพราะยังมีทรัพยากรและพื้นดินอีกมากที่ยังสำรวจหรือเข้าไปไม่ถึง

นี่คือมุมมองจากนักการทูตและนักวิชาการร่วมชาติที่มีต่อผู้นำประเทศอินโดนีเซียคนใหม่ ซึ่งพวกเขาต่างเชื่อมั่นว่าจะสามารถกู้วิกฤติภายในและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินโดนีเซียให้กลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง!