องค์การอนามัยโลก เรียกร้องให้ประเทศที่มีการระบาดของอีโบลาคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบิน ท่าเรือ และด่านข้ามชายแดน
เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค ด้าน"การบินไทย"เปิด 7 มาตรการป้องกันอีโบลา ตรวจเข้มผู้โดยสารทั้งภาคพื้นดินและบนเครื่อง พ่นอบยาฆ่าเชื้อโรคภายในเครื่องบินก่อนใช้งาน เพิ่มความมั่นใจให้ผู้โดยสาร
แถลงการณ์ขององค์การอนามัยโลก(ฮู) ระบุว่า ประเทศที่มีการระบาดของอีโบลา ได้แก่ กินี ไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และไนจีเรีย ควรคัดกรองผู้โดยสารขาออกทั้งที่สนามบิน ท่าเรือและด่านข้ามชายแดนที่สำคัญ โดยไม่ควรอนุญาตให้บุคคลที่มีอาการป่วยคล้ายโรคอีโบลา และคนที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ติดเชื้ออีโบลา ขึ้นเครื่องบินเว้นแต่ว่าจะเป็นการอพยพทางการแพทย์ที่มีมาตรการป้องกันอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ยังแนะนำให้ผู้โดยสารหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดทุกอย่าง และหมั่นรักษาสุขอนามัยด้วยการล้างมือ
อย่างไรดี อนามัยโลก ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีมาตรการห้ามการเดินทางหรือการค้าระหว่างประเทศ กับประเทศที่มีการระบาด ทั้งยังไม่ได้แนะนำให้มีการคัดกรองผู้โดยสารในประเทศที่ไม่มีการระบาดหรือไม่ได้มีพรมแดนติดกับประเทศที่มีการระบาดแต่อย่างใด
ทางองค์กรยังได้ตั้งคณะทำงานฝ่ายการท่องเที่ยวและการคมนาคม ที่จะประสานงานกับองค์กรการท่องเที่ยว และการบินของโลกเพื่อร่วมเฝ้าระวังและให้ข้อมูลและคำแนะนำที่เหมาะสมแก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบินเพื่อยับยั้งการระบาดของโรค
ส่วนสถานการณ์การระบาดในขณะนี้นั้น องค์การอนามัยโลก ปรับยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 1,229 ราย หลังจากรับแจ้งผู้เสียชีวิตอีก 84 รายในเวลาเพียงสามวัน ตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว (14 ส.ค.) ถึงวันเสาร์ที่ผ่านมา (16 ส.ค.) และมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 113 คนในช่วงเดียวกัน ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 2,240 ราย
ในการปรับตัวเลขล่าสุดนี้ ไลบีเรียเป็นประเทศที่สถานการณ์รุนแรงสุด มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 53 ราย และติดเชื้อใหม่ 48 คน ทำให้ยอดเหยื่ออีโบลาในไลบีเรียเพิ่มเป็น 466 ราย ติดเชื้อ 834 คน เหล่านี้เป็นตัวเลขก่อนเกิดเหตุโจมตีศูนย์กักผู้ป่วยอีโบลา ในชุมชนแออัดขนาดใหญ่ใกล้กรุงมอนโรเวีย เมืองหลวงของไลบีเรีย ทำให้ผู้ป่วยอีโบลาสูญหายไม่ทราบชะตากรรม 17 คน
ขณะที่ไนจีเรียเพิ่มมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโดยมีการกำหนดเขตกักโรค และมีผู้ป่วยที่ถูกกักโรคอยู่ 8 คน ทั้งยังมีรายงานว่า สตรีชาวไนจีเรียวัย 35 ปี ที่เสียชีวิตหลังเดินทางไปถึงสนามบินนานาชาติอาบู
ดาบี และอาจติดเชื้อไวรัสอีโบลา เดินทางจากไนจีเรียไปยังอินเดีย เพื่อบำบัดโรคมะเร็ง แต่อาการทรุดหนักขณะแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินอาบู ดาบี
การบินไทยเปิดมาตรการป้องกันอีโบลา
ที่ห้องประชุมออดิทอเรียม 2 อาคารฝ่ายช่าง การบินไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร.ต.อนุสสรณ์ นาคศรีชุ่ม รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่หน่วยธุรกิจการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด ( มหาชน ) พร้อมคณะ ร่วมแถลงข่าวถึงมาตรการการป้องกันโรคไวรัสอีโบลา ที่กำลังเกิดการแพร่ระบาดในทวีปแอฟริกาด้านตะวันตก ได้แก่ ประเทศกินี เซียร์ราลีโอน ไลบีเรีย และไนจีเรีย
ร.ต.อนุสสรณ์ กล่าวว่า การบินไทยได้จัดทำมาตรการการป้องกัน 7 มาตรการ เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจแก่ผู้โดยสาร และสร้างความปลอดภัยให้กับพนักงานผู้ปฏิบัติงานของการบินไทย ซึ่งมาตรการดังกล่าว จะมีความคล้ายคลึงกับมาตรการที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ ในการระบาดของโรคซาร์ และไข้หวัดนก
โดยมาตรการทั้ง 7 ข้อนี้ เป็นแผนการป้องกันได้แก่ 1.มาตรการด้านการคัดกรองตรวจรับผู้โดยสารและการบริการลูกค้าภาคพื้นดิน 2.มาตรการการให้การบริการบนเครื่องบิน ได้แก่ การเฝ้าระวัง สังเกต อาการผู้โดยสาร 3.มาตรการการเตรียมอากาศยานและการฆ่าเชื้อโรค
4.มาตรการในการทำความสะอาดภายในอากาศยาน อาทิ การเพิ่มการทำความสะอาด 36 จุดสัมผัสในห้องโดยสาร ได้แก่ ห้องน้ำ หน้าต่าง ช่องใส่นิตยสาร ที่นั่งผู้โดยสาร เป็นต้น
5.มาตรการในการป้องกันและเฝ้าระวังสุขอนามัยของพนักงาน 6. มาตรการในการป้องกันการรับขนส่งสินค้าและไปรษณีย์ 7.มาตรการด้านโภชนาการ
ทั้งนี้การออกมาตรการดังกล่าว ทางการบินไทยได้ประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อติดตามสถานการณ์และมาตรการต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด
"มาตรการทั้ง 7 ข้อนี้ ทางการบินไทยจัดตั้งขึ้นมา เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้โดยสารของเรา โดยที่มาตรการแรก เราจะทำการเฝ้าระวังและตรวจสอบผู้โดยสารก่อนการเช็คอิน และหากจำเป็น ผู้โดยสารต้องมีใบรับรองแพทย์ ส่วนในเรื่องการรักษาความสะอาดนั้น เราได้ให้ทางฝ่ายช่าง จัดการทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคทุกครั้ง ก่อนการนำเครื่องบินออกมาให้การบริการ โดยเน้นทำความสะอาด 36 จุดสัมผัสทั่วทั้งห้องโดยสาร เช่น ที่นั่งผู้โดยสาร ช่องใส่นิตยสารด้านหลังที่นั่ง ตัวนิตยสาร และในห้องน้ำเป็นต้น และได้มีการเปลี่ยนตัวกรองอากาศเป็นตัวที่สามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กและเชื้อโรคได้อย่างดี รวมทั้งพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ซึ่งทำการอบน้ำยาฆ่าเชื้อทิ้งไว้เป็นเวลา 30 นาที ก่อนจะนำเครื่องบินมาใช้งานในแต่ละเที่ยวบิน" ร.ต.อนุสสรณ์ กล่าว
หลังการแถลงข่าว ร.ต.อนุสสรณ์ และคณะ ได้นำสื่อมวลชนเข้าชมการสาธิตการทำความสะอาดเครื่องบินใน 36 จุดสัมผัสร่วม โดยทีมทำความสะอาด ซึ่งได้ใช้น้ำยาทำความสะอาดชนิดพิเศษ ทำการเช็ดทำความสะอาดตลอดห้องโดยสารเครื่องบิน ตั้งแต่ส่วนประตูทางเข้า ช่องที่เก็บของด้านบนที่นั่งผู้โดยสาร ช่องใส่นิตยสารสำหรับผู้โดยสาร รีโมตทีวี เป็นต้น
และยังสาธิตการเตรียมการอบยาฆ่าเชื้อโรคก่อนการใช้งานจากผู้เชี่ยวชาญ โดยจะทำการพ่นยาตั้งแต่ช่วงต้นบนของห้องโดยสารเรื่อยมาจนถึงด้านหลังของเครื่องบิน ก่อนจะปิดประตูเครื่องบิน และทิ้งไว้เป็นเวลา 30 นาที เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค


