วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อิรักเผชิญวิกฤติมนุษยธรรมหนักสุด

แบกแดด-อิรัก เผชิญวิกฤติมนุษยธรรมรุนแรงสุด หลังผู้อพยพราว 1.5 แสนคน ติดอยู่ในวงล้อมของกลุ่มติดอาวุธไอเอส

กลุ่มชาติพันธุ์ ยาซิดี้ ที่มีเชื้อสายเคิร์ด ราว 150,000 คน รวมทั้งเด็ก ๆ กำลังติดอยู่ในวงล้อมของกลุ่มมุสลิมญีฮัดนิกายสุหนี่ ที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ในแถบภูเขาซินจาร์ ทางตอนเหนือของอิรัก โดยปราศจากน้ำและอาหารมาหลายวันแล้ว ขณะที่นานาชาติ กำลังเข้าให้การช่วยเหลือครั้งใหญ่

รายงานข่าว ระบุว่า ชาวยาซิดี้หลายพันคน รวมทั้งเด็ก อาจเสียชีวิต หลังจากติดอยู่ในภูเขา เพราะขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม ท่ามกลางอุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียส ด้านนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ และเห็นชอบร่วมกันว่า แค่ใช้เครื่องบินไปหย่อนอาหารและน้ำดื่มให้ ยังไม่เพียงพอ ความสำคัญอันดับแรกคือ การทำให้พวกเขาปลอดภัยและรอดพ้นจากการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ผู้นำอังกฤษ กล่าวด้วยว่า ผู้อพยพมีแต่ทางเหลือที่สิ้นหวัง คือ เสี่ยงที่จะอดน้ำและอาหารตายท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนจัด หรือ ตายด้วยมืออันโหดเหี้ยมของผู้ก่อการร้าย ด้านผู้สื่อข่าวที่ติดไปกับเฮลิคอปเตอร์บรรเทาทุกข์ ระบุว่า ผู้อพยพพากันวิ่งกรูไปยังเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอิรัก ที่นำอาหารและน้ำดื่มไปให้ ขณะที่ทหารอิรัก ซึ่งเป็นผู้นำในภารกิจบรรเทาทุกข์ครั้งนี้ บอกว่า บริเวณที่เห็นคือ หุบผาแห่งความตาย เพราะมีผู้อพยพเสียชีวิตไปถึง 70%

ทั้งนี้ มีเที่ยวบินบรรเทาทุกข์ของสหรัฐ 2 เที่ยวบิน เข้าไปยังภูเขาซินจาร์ และหย่อนอาหาร 36,000 ชุด กับน้ำดื่ม 7,000 แกลลอน ลงไปให้ผู้อพยพ แต่เจ้าหน้าที่ทางการอิรัก ระบุว่า ความช่วยเหลืออย่างมากมายของสหรัฐนั้นไร้ผล เพราะการหย่อนอาหารและน้ำโดยปราศจากร่มชูชีพบนความสูง 15,000 ฟุต ทำให้สิ่งของแตกกระจายเสียหายหมดเมื่อหล่นกระทบพื้นที่

มีผู้อพยพเพียงไม่กี่คน ที่ได้รับการอพยพโดยเฮลิคอปเตอร์ แต่อีกเป็นจำนวนมากยังคงถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เนื่องจากเครื่องบินขนาดใหญ่ไม่สามารถลงจอดบนภูเขาที่ขรุขระได้ ด้านอังกฤษ ได้ส่งเครื่องบินลำเลียงซี-130 ไปหย่อนสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้ผู้อพยพ รวมทั้ง น้ำดื่ม, เต๊นท์,อุปกรณ์ให้แสงสว่างพลังงานแสงอาทิตย์และอุปกรณ์ทำน้ำให้บริสุทธิ์

นายกรัฐมนตรีคาเมรอน กล่าวว่า กำลังทำงานร่วมกับสหรัฐ ในแผนการนำผู้อพยพเหล่านี้ออกมาจากภูเขา และกล่าวเป็นนัยว่า อาจต้องมีบุคลากรทางทหารของอังกฤษเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง ส่วนประธานาธิบดีโอบาม่า บอกว่า การใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิรัก อาจต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน เพื่อยับยั้งวิกฤติที่เกิดขึ้น และชาติตะวันตกไม่อาจนิ่งดูดายต่อชะตากรรมของประชาชนผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วนที่่กำลังเผชิญหน้ากับการสังหารหมู่ได้

สหรัฐถล่มมุสลิมญีฮัดเพิ่มอีก 4 ครั้ง

สหรัฐใช้เครื่องบินรบและโดรน ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มมุสลิมญีฮัดในอิรักที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอสอีก 4 ครั้ง หลังจากไอเอส นำรถหุ้มเกราะลำเลียงพลและรถบรรทุกติดอาวุธ ยิงใส่พลเรือนที่เป็นชนกลุ่มน้อยยาซิดี้ ที่ติดอยู่ในวงล้อมใกล้กับภูเขาซินจาร์ ทางตอนเหนือของอิรัก

ศูนย์บัญชาการกลางของสหรัฐ ระบุว่า หลังจากใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ 2 ระลอก เมื่อวันศุกร์ (8ส.ค.) โดยมีเป้าหมายโจมตีฐานยิงปืนใหญ่ของไอเอส และทำลายขบวนรถบรรทุกและสังหารหน่วยปืนใหญ่ ล่าสุด ได้ขยายการใช้ปฏิบัติการโจมตีใกล้กับภูเขาซินจาร์ โดยโจมตีก่อนเที่ยงวันของวันเสาร์ (9 ส.ค.)ตามเวลาท้องถิ่น 3 ครั้ง และอีกหนึ่งครั้งเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเช่นกัน และมีสัญญาณบ่งชี้ว่า การโจมตีประสบความสำเร็จ โดยสามารถทำลายรถหุ้มเกราะได้หลายคัน และนับเป็นการโจมตีกองกำลังไอเอสรอบที่ 3 ของกองทัพสหรัฐ นับตั้งแต่ได้รับอนุมัติจากประธานาธิบดีโอบามา

ประธานาธิบดีโอบามา แถลงเมื่อวันเสาร์ เสนอยุทธศาสตร์ระยะยาวที่กว้างขึ้น ในการเผชิญหน้ากับกลุ่มไอเอส แต่ก็เตือนว่า แผนการใหม่เพื่อนำความมั่นคงกลับคืนสู่อิรัก จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางการเมืองและการทหาร ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลา และบอกว่าจะไม่กำหนดระยะเวลาในการใช้ปฏิบัติการทางทหาร เพราะเคยบอกแต่แรกแล้วว่า เมื่อใดและที่ไหนก็ตามที่บุคลากรและทรัพย์สินของสหรัฐถูกคุกคาม ภาระรับผิดชอบของเขาในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดคือ ต้องสร้างความมั่นใจว่า ทั้งบุคลากร และทรัพย์สินเหล่านี้จะต้องได้รับการปกป้อง แต่ขณะเดียวกัน ก็ย้ำว่า เขาไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้าไปในอิรักอีก

"โอบามา" ถูกตั้งคำถามไฟเขียวบุกอิรัก

ประธานาธิบดีโอบามา ถูกตั้งข้อสงสัยจากฝ่ายบริหารของตนเองว่า การอนุมัติให้ใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ที่อยู่ทางตอนเหนือของอิรักเป็นครั้งแรก อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งและส่งผลให้สหรัฐ ต้องส่งกองทัพเข้าไปประจำการในอิรักอีกครั้งหรือไม่

เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงแบกแดด "นายไรอัน คอกเกอร์" มองว่า การที่ประธานาธิบดีโอบามา อนุมัติให้ใช้เครื่องบินรบรุ่น "ทู เอฟเอ-18เอส" 2 ลำ ทิ้งระเบิดกว่า 500 ปอนด์ เพื่อโจมตีกลุ่มรัฐอิสลามนั้น ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนกระแสของความขัดแย้งนี้ได้ แถมอาจทำให้สถานการณ์รุนแรงมากขึ้นไปอีก

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคน ซึ่งอยู่ในฝ่ายบริหารของโอบามาเอง ก็ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับเรื่องเป้าหมายของโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มไอเอส และมองว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะอาจส่งผลให้สหรัฐ ต้องส่งทหารเข้าไปในอิรักอีกครั้ง หลังจากเคยส่งเข้าไปเพื่อโค่นล้มอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน และยึดครองอิรักอยู่นาน 8 ปีด้วยกัน