สหรัฐประกาศจัดหาอาวุธให้อิสราเอลที่กำลังระดมทหารกองหนุนเสริมสู้รบ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากนิรโทษกรรมสากล
ส่วนการช่วยเหลือแรงงานไทยมีการย้ายออกจากจุดเสี่ยงใกล้กาซาแล้ว 82 จากที่แจ้งไว้ 116 ราย แต่ก็มีอีกหลายรายเปลี่ยนใจขอทำงานต่อ
อิสราเอลระดมทหารกองหนุนเพิ่มเติมอีก 16,000 นายเพื่อเสริมกำลังในการสู้รบในฉนวนกาซา ทำให้จำนวนทหารกองหนุนเพิ่มเป็น 86,000 นาย ด้านคณะรัฐมนตรีประชุมกันเพื่อรับฟังบรรยายสรุปความคืบหน้าของปฏิบัติการทางทหาร
พล.ต.เซมี เติร์จแมน ผู้บัญชาการกองกำลังฝ่ายใต้ กล่าวว่า กองทัพเหลือเวลาอีกไม่กี่วันจึงจะเสร็จสิ้นภารกิจทำลายเครือข่ายอุโมงค์ที่กลุ่มติดอาวุธใช้แทรกซึมเข้าไปทางตอนใต้ของอิสราเอล
ด้านนายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า การยิงปืนใหญ่เข้าใส่โรงเรียนของยูเอ็นในค่ายผู้อพยพเป็นการกระทำที่น่าตำหนิ และผู้ลงมือทำต้องรับผิดชอบ
นางเนวี พิลลัย กรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็น ตำหนิการที่อิสราเอลโจมตีบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ของยูเอ็นในกาซา ด้วยการระบุว่า ไม่มีเหตุการณ์ไหนที่ดูเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะดูเหมือนเป็นการจงใจท้าทายพันธกรณีที่มีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
อิสราเอลกล่าวหากลุ่มติดอาวุธฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ว่าไปซุกซ่อนกับประชาชน และใช้อาคารของยูเอ็นเป็นแหล่งจัดเก็บอาวุธ รวมถึงเป็นแหล่งยิงจรวด
นางพิลลัย กล่าวว่า ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แหล่งที่เป็นพลเรือนไม่สมควรถูกโจมตี แต่อาจสูญเสียสถานภาพได้รับการคุ้มครองหากถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางทหาร กระนั้นก็ควรมีการเตือนกันก่อนเพื่อให้พลเรือนได้อพยพ นอกจากนั้น นางพิลลัยยังวิจารณ์การที่อิสราเอลโจมตีโรงงานไฟฟ้าบนกาซา และระบบน้ำ
สหรัฐประกาศส่งอาวุธให้อิสราเอล
ด้านสหรัฐใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังในการประณามการโจมตีโรงเรียน หลังจากนั้นสหรัฐก็ประกาศว่าตกลงที่จะจัดหาอาวุธยุทธภัณฑ์ให้แก่อิสราเอล รวมถึงอาวุธจำนวนหนึ่งที่กองทัพสหรัฐมีไว้ในสต็อกให้อิสราเอลเพื่อไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากนิรโทษกรรมสากลที่ขอให้สหรัฐระงับการจัดหาอาวุธให้อิสราเอล
ส่วนผู้เสียชีวิตล่าสุดรวมถึงชาวปาเลสไตน์ 17 รายที่เสียชีวิตจากการโจมตีเข้าใส่ตลาดที่เต็มไปด้วยผู้คน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 1,364 ราย
ขณะเดียวกัน คณะผู้แทนอิสราเอลได้เดินทางไปกรุงไคโรเพื่อหารือแนวโน้มของการหยุดยิง ผู้เดินทางไปกับคณะรวมถึงนายไอแซค มอลโฮ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู นายโยรัม โคเฮน หัวหน้าหน่วยความมั่นคงภายในชินเบต และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกลาโหม
คณะผู้แทนของอิสราเอลได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ข่าวกรองอียิปต์และหารือการเจรจาระหว่างอียิปต์กับตัวแทนกลุ่มฮามาส รวมถึงผู้นำปาเลสไตน์ในเมืองรามัลลาห์
แรงงานไทยขอย้ายห่างจุดปะทะกาซา
ส่วนสถานการณ์ของแรงงานไทยที่ประเทศอิสราเอลนั้น มีรายงานจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เกี่ยวกับความคืบหน้าผลการช่วยเหลือคนไทยและแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงภัยโดยอยู่ในรัศมีใกล้กับฉนวนกาซาที่มีการสู้รบกันว่า ได้ขอให้ฝ่ายอิสราเอลช่วยเตรียมการเคลื่อนย้ายแรงงานไทย โดยเฉพาะที่อยู่ในระยะ 1-20 กิโลเมตรจากฉนวนกาซา ในเมืองโมชาฟ และเมืองคิบบุตซ์ จำนวน 17 แห่ง และได้แจ้งนายจ้างว่า ขอให้แรงงานหยุดงาน และเตรียมตัวเคลื่อนย้ายออกมาจากที่ทำงานปัจจุบัน
ทั้งนี้ ในการเคลื่อนย้ายแรงงาน จนถึงวานนี้ (30 ก.ค.) มีแรงงานไทยแจ้งขอย้ายออก 116 ราย ย้ายออกไปแล้ว 82 ราย และรอการย้ายออก 34 ราย ในจำนวนนี้ มี 21 คน เปลี่ยนใจขออยู่ที่เดิม และอีก 13 คน รอการช่วยเหลือเคลื่อนย้าย
ฝ่ายอิสราเอลยืนยันว่า การย้ายงานไปทำงานที่อื่นชั่วคราวตามช่องทางที่จัดเตรียมไว้ให้ แรงงานทุกคนจะได้รับเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่ และค่าจ้างในการทำงานที่ใหม่ตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนเงินชดเชยในการหยุดงาน สถานเอกอัครราชทูตกำลังหารือกับฝ่ายอิสราเอลและจะแจ้งให้ทราบต่อไป ส่วนนายจ้างเดิมแจ้งว่าจะรับคนงานกลับไปทำงานที่เดิมเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
สั่งเตรียมซี130ช่วยคนไทยจากลิเบีย
ส่วนการช่วยเหลือคนไทยในลิเบียที่มีการสู้รบภายในประเทศนั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงและการต่างประเทศ เปิดเผยเมื่อวานนี้ (31 ก.ค.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้า คสช.มีความเป็นห่วงนักศึกษาไทยและแรงงานไทยที่อยู่ลิเบีย จึงได้สั่งการให้เตรียมความพร้อมเรื่องการอพยพกลับประเทศไทย
ทั้งนี้ คสช.โดยกระทรวงการต่างประเทศ มีความพร้อมในการเคลื่อนย้าย โดยมีการตั้งศูนย์เคลื่อนย้ายแรงงานไทยกลับ โดยจุดแรกจะตั้งเป็นศูนย์กลางที่กระทรวงการต่างประเทศ จุดที่สองที่เมืองเจอร์บ้า และจุดที่สามคือเมืองตูนิช
พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวอีกว่า จำนวนผู้ที่แจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับ แบ่งเป็นแรงงานไทย 30 คน นักศึกษา 11 คน และจะเดินทางกลับไทยในวันนี้ (1 ส.ค.) โดยจะใช้เวลาเดินทางมายังเมืองตูนิชประมาณ 6 ชั่วโมง ส่วนอีก 70 คนทางฝั่งเบกกาซีได้เตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว
พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1,000 คน จากทั้งหมด 1,500 คน กระจายอยู่ในประเทศลิเบีย แต่ยังไม่ได้กำหนดวัน
"การเดินทางกลับ กระทรวงต่างประเทศได้ประสานงานหาเครื่องบินแอร์ไลน์ เพื่อรับกลับ แต่หากไม่สามารถดำเนินการได้ จะเปลี่ยนเป็นเครื่องบินของกองทัพอากาศไทย ซึ่งในเบื้องต้นได้สั่งเตรียมความพร้อม ซี 130 เอาไว้แล้วและให้บินขึ้นทันทีเมื่อมีความพร้อมที่จะเดินทางกลับ" พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมาได้ส่งเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน และแพทย์ทหาร และสื่อมวลชน รวม 6 คน เดินทางไปยังเมืองตูนิช และเจอร์บ้า เพื่อช่วยเหลือและดำเนินการประสานงานในเบื้องต้นในการอพยพ
คาดอพยพคนไทยทั้งหมดใน1เดือน
ด้าน นายรัศม์ ชาลีจันทร์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยเมื่อวานนี้ (31 ก.ค.) ว่า ขณะนี้คนไทยทุกคนในลิเบียปลอดภัย และได้รับการดูแลอย่างดีเพื่อรอการอพยพ โดยกลุ่มแรก ประมาณ 40 คนเป็นนักศึกษาและแรงงานที่อยู่ใกล้จุดการสู้รบมากที่สุด เมื่ออพยพแล้วเสร็จก็จะทยอยให้กลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็นคนไทยในเมืองเบงกาซี ประมาณ 70 คนอพยพต่อไป ทั้งนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการอพยพคนไทย ประมาณ 1,400-1,500 คนกลับประเทศไทย


