"หายนะภัยครั้งนี้ ถือเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ให้หนักหน่วงมากขึ้น"
สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ต้องสูญเสียเครื่องบิน2ลำ ที่บรรทุกลูกเรือ และผู้โดยสารรวม 537คน ในระยะเวลาเพียง 5 เดือน ทำให้ในขณะนี้ เกิดการตั้งคำถามที่สำคัญต่อการอยู่รอดของสายการบิน ซึ่งก็คือ ผู้โดยสารยังจะใช้บริการของสายการบินนี้อยู่อีกหรือไม่
บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการบิน และบริหารจัดการวิกฤติ กล่าวว่า ชะตากรรมของสายการบินแห่งชาติมาเลเซียรายนี้ ขึ้นอยู่กับว่า จะหาทางรับมือกับหายนะภัยล่าสุด ที่คาดว่า จะทำให้ยอดการใช้บริการของสายการบินดิ่งลงอย่างหนักอีกครั้งได้อย่างไร
ความสูญเสียครั้งล่าสุดของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เกิดขึ้นเมื่อเที่ยวบินเอ็มเอช17 ที่มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ตกในพื้นที่เมืองโดเนสก์ ทางตะวันออกของยูเครน หลังเดินทางออกจากกรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ซึ่งข่าวกรองของงสหรัฐ เชื่อว่า เครื่องบินถูกยิงตกโดนจรวดบุ๊ค ซึ่งเป็นขีปนาวุธแบบพื้นสู่อากาศ
หายนะภัยครั้งนี้ ถือเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ให้หนักหน่วงมากขึ้น เนื่องจากสายการบินยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ จากเหตุเที่ยวบินเอ็มเอช 370 พร้อมลูกเรือ และผู้โดยสารจำนวน 239 คน หายไปอย่างลึกลับ หลังออกจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเดินทางไปยังกรุงปักกิ่งของจีน เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา
ความสูญเสียทั้ง 2 ครั้ง จะยิ่งทำให้ มาเลเซียน แอร์ไลน์ ซิสเต็ม (เอ็มเอเอส) บริษัทแม่ของสายการบินแอร์ไลน์ ที่มีกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลมาเลเซียถือหุ้นอยู่ 69% ต้องเจอกับหายนะทั้งด้านชื่อเสียง และสถานะการเงิน ซ้ำเติมผลประกอบการที่ย่ำแย่มาหลายปีอยู่แล้ว
ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เอ็มเอเอส รายงานตัวเลขขาดทุน 443 ล้านริงกิต เพิ่มขึ้นจากจำนวน 279 ล้านริงกิต ในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดยตลอดทั้งปี 2556 บริษัทมีตัวเลขขาดทุนอยู่ที่ 1,170 ล้านริงกิต เป็นการขาดทุนปีที่ 3 ติดต่อกัน
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากเอ็มเอเอสยังตกอยู่ในสถานะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง อย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ สายการบินก็อาจจะดำเนินงานอยู่ได้ด้วยเงินสดที่มีอยู่ 1,060 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึงสิ้นปีหน้าเท่านั้น และจำเป็นต้องขอเงินอัดฉีดจากรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ
โจนาธาน กาลาวิซ หุ้นส่วนโกลบอล มาร์เก็ต แอดไวเซอร์ส บริษัทที่ปรึกษา แสดงความเห็นว่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส อย่างมาก แบรนด์ของสายการบินได้รับความเสียหายอย่างหนัก แม้เรื่องที่เกิดขึ้น จะไม่ใช่ความผิดของสายการบินก็ตาม
กลุ่มนักวิเคราะห์เชื่อว่า หากสถานการณ์เลวร้ายลงไปมากกว่านี้ รัฐบาลมาเลเซียจะต้องก้าวเข้ามาแทรกแซง โดยในช่วงต้นเดือนนี้ แหล่งข่าววงในการปรับโครงสร้าง เผยว่า คาซานาห์ เนชั่นแนล บริษัทด้านการลงทุนของรัฐบาลมาเลเซีย กำลังพิจารณาที่จะถอนการจดทะเบียน และดึงเอ็มเอเอส ให้กลับมาอยู่ในมือรัฐ เพื่อจัดการกับวิกฤติการเงินของบริษัท
อย่างไรก็ดี มีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อย ที่เห็นว่า ทางเลือกที่ดีที่สุด อาจจะเป็นการปล่อยให้สายการบินรายนี้ล้มละลายไปก่อน จากนั้นจึงสร้างขึ้นมาใหม่ ถึงแม้จะฟังดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากลำบาก แต่ก็จัดเป็นมาตรการอย่างยั่งยืน สำหรับการทำธุรกิจในระยะยาว


