คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นผ่านมติตีความใหม่มาตรา 9 แห่งรัฐธรรมนูญ ขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเอง
คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ผ่านมติตีความใหม่มาตรา 9 แห่งรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเอง หรือ เอสดีเอฟ ในการปกป้องตนเองร่วมนอกดินแดน โดยมี 3 เงื่อนไขกว้างๆ คือ 1.เมื่อการโจมตีประเทศนั้นๆเป็น"ภัยคุกคามชัดแจ้ง" ต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น หรือล้มล้างสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพและการแสวงหาความสุขตามรัฐธรรมนูญของพลเมืองญี่ปุ่น 2.ไม่มีหนทางอื่นใดที่จะป้องกันการโจมตีและปกป้องญี่ปุ่นกับพลเมือง 3. ใช้กำลังจำกัดเท่าที่จำเป็นขั้นต่ำ
มตินี้ ทำให้ ชาวญี่ปุ่นเป็นหมื่นๆคน จากการประเมินของผู้จัดชุมนุม แต่ลดลงเหลือหลายพันคน จากการประเมินของตำรวจ ออกมารวมตัวประท้วง ที่หน้าบ้านของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ในกรุงโตเกียว เพื่อคัดค้านการผลักดันให้กองกำลังป้องกันตนเอง เข้าไปมีส่วนร่วมในการปกป้องพันธมิตร ที่อนุมานได้ว่า นั่นคือการปกป้องตัวเองทางหนึ่ง แม้ว่า ญี่ปุ่นจะไม่ได้ถูกโจมตีโดยตรงก็ตาม
กระแสความเห็นที่แตกต่างในเรื่องนี้ ไม่ส่งผลให้รัฐบาลนายอาเบะหวั่นไหว ไม่ว่าผู้คนจะออกมาชุมนุมเป็นระยะ การทำจดหมายเปิดผนึกแสดงความไม่เห็นด้วยของกลุ่มนักวิชาการ ตลอดจนผลสำรวจความเห็น ที่บ่งชี้ว่า คนไม่เห็นด้วยมีมากกว่า ซึ่งถึงจะไม่มากไปกว่ากันอย่างเด็ดขาด แต่สัดส่วนของผู้ที่มองว่า รัฐบาลเร่งรีบเกินไป และไม่เป็นประชาธิปไตยค่อนข้างสูง ตลอดจนการประท้วงด้วยวิธีการจนตรอกของชายวัยกลางคนในชุดสูท ราดน้ำมันจุดไฟเผาตัวเอง นอกสถานีรถไฟชินจูกุ ของโตเกียวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก แต่สถานีเอ็นเอชเค กลับไม่รายงานข่าวนี้
คาดว่านโยบายใหม่ จะมีผลในทางปฏิบัติ ภายในปีนี้เป็นอย่างเร็ว เมื่อนั้น หลายฝ่ายคงจะเห็นว่า "ภัยคุกคามชัดแจ้ง" ที่จะเป็นเงื่อนไขให้ญี่ปุ่น ส่งลูกหลานซามูไรออกไปใช้กำลังนอกประเทศ คืออะไรบ้าง
ในแถลงการณ์มติคณะรัฐมนตรี อ้างถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศ ที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้ไม่มีประเทศใด ที่คงรักษาสันติภาพไว้โดยลำพัง และความรับผิดชอบหลักของรัฐบาลญี่ปุ่น คือการดำรงสันติภาพ และสวัสดิภาพของญี่ปุ่น และสิ่งจำเป็นที่ต้องมี หากจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้คือ การเพิ่มมาตรการป้องปรามอย่างเข้มแข็ง
จากเหตุผลนี้ ไม่ต้องสงสัยว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์หลักที่ญี่ปุ่นอ้างถึงก็คือ การผงาดขึ้นมาของจีน จึงต้องไฟเขียวให้กองกำลังป้องกันตนเอง มีอิสระกว่านี้ ในการรักษาสันติภาพ เพื่อเป็นมาตรการป้องปรามหนึ่ง โดยที่สหรัฐสนับสนุนเต็มที่
แต่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ความเคลื่อนไหวนี้ อาจบั่นทอนบรรยากาศความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจีน ที่ไม่ไว้ใจรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอาเบะเป็นทุนเดิม
ปัจจุบัน ญี่ปุ่น เป็นประเทศเดียวในโลก ที่ติดปัญหาเทคนิคและกฎหมาย ไม่สามารถใช้สิทธิป้องกันตนเองร่วมตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติได้
ด้านพลเรือเอก โคอิชิ ฟูรูโช อดีตประธานเสนาธิการกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเล ขานรับความคิดของนายอาเบะ โดยกล่าวว่า ญี่ปุ่น จะได้เป็น"ประเทศปกติ" เหมือนประเทศสมาชิกสหประชาชาติอื่นๆเสียที และยังเห็นว่า ญี่ปุ่นควรเพิ่มการสนับสนุนภารกิจความมั่นคงระหว่างประเทศในด้านปกป้องการขนส่งทางทะเล เพราะสินค้าที่นำเข้า-ส่งออกจากญี่ปุ่น ปริมาณมากเกือบพันล้านตัน หากการขนส่งสินค้าทางเรือเกิดสะดุดหยุดลง สาธารณูปโภคทั้งไฟฟ้า แก๊สและอาจจะรวมถึงน้ำ ก็จะหยุดชะงัก การดำรงชีวิตปกติ คงจะยุ่งยากมากขึ้นเมื่อถึงเวลานั้น





