"ทู ดึ๊ก เฮาส์ซิง ดิเวลอปเมนท์ คอร์ป"ตัดสินใจจะเข้าลงทุนในธุรกิจการเกษตร เนื่องจากมีความเสี่ยงน้อยกว่าอสังหาฯ
ในช่วงเวลาที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เวียดนามกำลังตกอยู่ในภาวะซบเซานั้น "ทู ดึ๊ก เฮาส์ซิง ดิเวลอปเมนท์ คอร์ป" ได้ตัดสินใจที่จะเข้าลงทุนในธุรกิจการเกษตร ในฐานะหน่วยงานย่อยแห่งหนึ่ง ของธุรกิจหลักของบริษัท
ในปีนี้ บริษัทได้ทำข้อตกลงส่งออกผลิตภัณฑ์ป่าไม้ไปแล้วหลายฉบับ แต่ละฉบับมีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านดอลลาร์ ทั้งยังได้มีการเดินหน้าเผื่อผลักดันการส่งออกชิ้นไม้สับ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตกระดาษ และมันสำปะหลัง เพื่อผลิตแอลกอฮอล์ ให้กับบริษัทต่างๆ ในญี่ปุ่น
ประธานกรรมการบริหารทู ดึ๊ก เฮาส์ซิง "นายเลอ ฉือ ฮิว " บอกว่า ผลตอบแทนของธุรกิจการเกษตร อาจจะน้อยกว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ธุรกิจนี้ ก็มีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าเช่นกัน
สภาวะการทำธุรกิจที่ยากลำบากมากขึ้นของทั้งบริษัทด้านการลงทุน และอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ทู ดึ๊ก เฮาส์ซิง ไม่ได้เป็นบริษัทเวียดนามเพียงรายเดียว ที่มีการปรับทิศทางธุรกิจเช่นนี้
บริษัทท้องถิ่นรายอื่นๆ ที่หันมาพึ่งธุรกิจเกษตรเป็นทางรอด ยังรวมถึง "อัน เดือง เทา เดียน เรียล เอสเตท เทรดดิ้ง อินเวสต์เมนท์" ที่เข้าลงทุนใน "แอสเซนโทร เทรดดิ้ง อินเวสต์เมนท์" เชี่ยวชาญในด้านการซื้อขายสินค้าเกษตร ป่าไม้ และปศุสัตว์
นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ "ฮวง ทวน กรุ๊ป คอร์ป" บริษัทด้านการลงทุน พัฒนา และซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้ตั้งบริษัทลูกแห่งใหม่ขึ้นมา ภายใต้ชื่อ "วินา เยน อีโค อินเวสต์เมนท์" ทำธุรกิจด้านการทำฟาร์มรังนกนางแอ่น ประมง และปลูกกล้วยไม้ ในจังหวัดลอง อัน ทางตอนใต้ของประเทศ
ประธานกรรมการบริหารวินา เยน "นายหลำ จึ๊ก โน" บอกว่า รายได้จากฟาร์มรังนกนางแอ่นค่อนข้างสูง และมีเสถียรภาพ โดยมีตลาดส่งออกที่มีความต้องการสูง ทั้งในจีน สหรัฐ และญี่ปุ่น
อีกหนึ่งในบริษัทที่เข้าลงทุนด้านธุรกิจเกษตรอย่างจริงจัง คือ "ทัน เทา กรุ๊ป" ที่จัดตั้งศูนย์วิจัย และบริษัทส่งออกข้าวหอม "ไอทีเอ ไรซ์" ขึ้นมา เพื่อปลูกข้าวในเมืองกู ลอง จังหวัดลองอัน โดยทัน เทา กรุ๊ป มีแผนที่จะขยายพื้นที่ทำนาให้มากกว่า 30,000 ไร่ ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 378 ไร่
ตามความเป็นจริงนั้น ในแต่ละปีเวียดนามต้องนำเข้าข้าวโพด เพื่อทำเป็นอาหารสัตว์ราว 2.5-3.5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าราว 3,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รัฐบาลเองก็กำลังเร่งพัฒนาธุรกิจการเกษตรท้องถิ่น ผ่านนโยบายการให้สิทธิพิเศษแก่อุตสาหกรรมนี้เป็นวงกว้าง การเคลื่อนไหวที่ประธานกรรมการบริหารดึ๊ก ลอง เกีย ไหล คอร์ป "นายบุย ฝาบ" บอกว่าทำให้ธุรกิจเกษตรกลายเป็นเป็นโอกาสใหม่ที่ดี และมีมูลค่า ซึ่งไม่ควรพลาด
ขณะที่นักวิจัยจากสถาบันวิจัยการค้าเวียดนาม "นายเหงียน ดินห์ บิก" มองว่า การลงทุนเม็ดเงินเข้าสู่ธุรกิจเกษตร ถือเป็นการตัดสินใจที่ฉลาด เพราะภาคธุรกิจนี้มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง อานิสงส์จากข้กตกลงการเป็นหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิค หรือ ทีพีพี
นายบิก ชี้ด้วยว่า นักลงทุนไม่ควรลังเลที่จะลงทุนจำนวนมากในโครงการเกษตร เพราะพวกเขาสามารถได้เงินทุนคืนมา และทำกำไรได้ในระยะเวลาอันสั้น





