วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลvsสิทธิในการถูกลืม

สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล vs สิทธิในการถูกลืม

สิทธิในการได้รับรู้ข้อมูล (right to know) เป็นสิทธิพื้นฐานอย่างหนึ่งของประชาชนทั่วไป ซึ่งประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงรัฐธรรมนูญของประเทศไทยได้ยอมรับหลักการสำคัญนี้เอาไว้ในส่วนที่ 10 สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน แต่หากกล่าวถึงสิทธิในการถูกลืม (right to be forgotten) ก็คงไม่คุ้นหูท่านผู้อ่านเท่าใดนักอันที่จริงคำนี้เพิ่งจะถูกกล่าวถึงโดยศาลยุติธรรมของสหภาพยุโรปในคำพิพากษาคดีระหว่างกูเกิลกับผู้ใช้บริการและหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแห่งประเทศสเปนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อปี 2553 นายมาริโอ คอสเตฮา กอนซาเลส หนุ่มชาวสเปนได้ยื่นข้อร้องเรียนต่อ หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสเปน (Spanish Data Protection Agency : AEPD) ว่าเขาถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว จากการที่นายมาริโอได้นำชื่อตนเองไปสืบค้นข้อมูลผ่านเว็บไซต์กูเกิลแล้วผลการสืบค้นข้อมูลปรากฏว่า มีลิ้งค์ไปถึงเว็บไซต์ข้อมูลเกี่ยวกับประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายมาริโอเพื่อชำระหนี้ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ La Vanguardia ตั้งแต่เมื่อปี 2541 ยังคงปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวทั้งที่ข้อมูลดังกล่าวถือได้ว่าล้าสมัยและไม่มีความเกี่ยวข้องในปัจจุบันแล้ว AEPD มีจึงได้คำสั่งให้กูเกิลลบลิ้งค์ดังกล่าวออกจากผลการสืบค้นข้อมูล ส่วนข้อมูลที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ La Vanguardia ซึ่ง AEPD เห็นว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วจึงยกคำร้องของนายมาริโอในส่วนนี้ ต่อมากูเกิลได้ฟ้องเพิกถอนคำสั่งของ AEPD ต่อศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป แต่ศาลเห็นพ้องกับคำสั่งของ AEPD โดยเห็นว่าบุคคลมีสิทธิที่จะถูกลืม

ความน่าสนใจของคดีนี้อยู่ที่ว่าการเผยแพร่ข้อมูลการประมูลของนายมาริโอ เดิมทีเป็นการเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ของสเปนตามคำสั่งศาลซึ่งถือว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องตามกฎหมาย กูเกิลต่อสู้ว่าระบบสืบค้นข้อมูลของตนทำหน้าที่เพียงแค่ค้นหาและรวบรวมข้อมูลเท่านั้นไม่ได้รับผิดชอบเนื้อหาที่ปรากฏในเว็บไซต์ อีกทั้งบุคคลทั่วไปก็สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้จากเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ La Vanguardia โดยตรงอยู่แล้ว ในประเด็นนี้ศาลได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้ว่าข้อมูลของนายมาริโอจะสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางเว็บไซต์ที่เผยแพร่โดยตรง แต่หากไม่มีกูเกิลการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวคงเป็นไปได้ด้วยความยากลำบาก จนถึงขั้นเป็นไปไม่ได้เลย แสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับบทบาทของกูเกิลในฐานะผู้ประมวลผลข้อมูล (data processor) ซึ่งตามคำสั่งของสหภาพยุโรปที่ 95/46/EC ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการประมวลผลและการเคลื่อนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลผู้ประมวลผลข้อมูล มีหน้าที่ในการประมวลผลโดยคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูล เมื่อเจ้าของข้อมูลไม่ประสงค์จะให้กูเกิลประมวลผลข้อมูลแล้วเผยแพร่ให้ปรากฏต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไป กูเกิลจึงต้องลบลิ้งค์ดังกล่าวออกจากผลการสืบค้นข้อมูลนั้นเอง

นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้กูเกิลต้องพิจารณาคำร้องของเจ้าของข้อมูลที่ขอให้ลบข้อมูลออกจากผลการสืบค้นหากพบว่าข้อมูลดังกล่าวได้ล้าสมัยหรือไม่มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าของข้อมูลอีกต่อไป ทั้งนี้ ศาลก็เห็นด้วยว่าในการพิจารณาคำขอนี้จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความสมดุลระหว่างสิทธิของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในการเข้าถึงข้อมูลกับสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล

แน่นอนว่าคำพิพากษาของศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปย่อมมีผลผูกพันเฉพาะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่ากูเกิลจะรับเอาคำพิพากษานี้ไปใช้กับประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในสหภาพยุโรป อย่างเช่น ประเทศไทยด้วยหรือไม่ เพราะปัจจุบันกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทยยังคงสถานะเป็นร่างกฎหมาย ซึ่งหากร่างฉบับแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดเมื่อปี 2556 มีผลบังคับใช้ กูเกิล ก็อาจต้องเคารพสิทธิในการถูกลืมของชาวไทยด้วย เพราะตามมาตรา 22 ของร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวได้กำหนดห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลทำการเก็บข้อมูลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลโดยตรงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล