ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลายล้านคน รวมถึงนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ถูกทางการสั่งให้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ
เมื่อประมาณ 50 ปีก่อน ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลายล้านคน รวมถึงนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ถูกทางการสั่งให้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญแล้วจับจอบเสียมทำไร่ทำนาเพื่อให้เข้าถึงจิตใจของคนในชนบท
ตอนนี้ แผนการเข้าถึงจิตใจของคนในพื้นที่กำลังถูกทางการปักกิ่งนำกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง แถมยังใหญ่โตกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มาอีกด้วย
หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์ส รายงานว่า ข้าราชการราว 2 แสนคนในเขตปกครองพิเศษซินเจียงจะถูกส่งไปอาศัยอยู่ในชนบทในช่วง 3 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันนี้ที่ถูกส่งไปแล้วกว่า 70,000 คน โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเอาชนะใจคนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอุยกูร์ที่นับถือศาสนาอิสลาม และมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนมาโดยตลอด โดยเจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งไปไม่ได้ไปคอยชี้นิ้วสั่งชาวบ้าน แต่จะต้องช่วยทำการเกษตร ปรับปรุงที่ดิน และปลูกต้นไม้ด้วย
สถานการณ์ในซินเจียงทวีร้อนแรงขึ้นมาตั้งแต่ปี 2552 การจลาจลในภูมิภาคนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไป 197 คนแล้ว ขณะที่ความบาดหมางของชาวบ้านกันรัฐบาลกลางที่อยู่ไกลถึงกรุงปักกิ่งก็ร้าวลึกกว่าเดิมจนทำให้ทางการต้องประกาศใช้แผนเอาชนะใจชาวบ้านครั้งนี้ขึ้นมา โดยแผนชนะใจชาวซินเจียงครั้งนี้ถือเป็นแผนการรณรงค์เอาชนะใจประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนทำมาในรอบหลายสิบปีเลยทีเดียว ใหญ่กว่าแผนการเอาชนะใจชาวธิเบตในปี 2554 ที่มีการส่งข้าราชการออกสู่ชนบทราว 20,000 คนเท่านั้น
หัวใจสำคัญของแผนการนี้คือ ข้าราชการที่ถูกส่งไปไม่ได้ทำตัวเป็นเจ้านายชาวบ้าน แต่จะต้องไปอาศัยอยู่อยู่รวมกันในหอพัก ปลูกผัก และเลี้ยงสัตว์กินเอง บางครั้งอาจได้อาบน้ำเพียงสัปดาห์ละครั้งหากถูกส่งไปอยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังตัวอย่างหนัก โดยได้รับคำแนะนำให้อย่าออกไปข้างนอกในตอนกลางคืน และไปไหนมาไหนเป็นกลุ่มแม้แต่ในเวลากลางวัน แล้วเวลาจะไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านก็จะต้องมีตำรวจติดอาวุธคอยตามไปคุ้มกันด้วย
ถึงแม้จะฟังดูลำบากแต่ก็ยังมีคนที่เข้าใจ และอยากเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้เช่นนายจ้าว เจียงเต้า ข้าราชการที่อาศัยอยู่ในเมืองอูรุมชี เมืองเอกของซินเจียง บอกว่าเขาอยากทำความเข้าใจว่าอะไรเป็นแรงจูงใจให้ชาวซินเจียงก่อความรุนแรงขึ้นจึงสมัครเข้าร่วมโครงการออกสู่ชนบท และถูกส่งไปยังหมู่บ้านห่างไกลจากเมืองอัคสุถึง 112.6 กิโลเมตร
ช่องว่างระหว่างในเมืองและชนบทของจีนมีสูงมาก แล้วยิ่งกว้างมากขึ้นในซินเจียงซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีเชื้อสายจีน แถมยังพูดคนละภาษา โดยชาวอุยกูร์ในหมู่บ้านที่นายจ้าวถูกส่งไปประจำนั้นไม่พูดภาษาจีนเลยทำให้ข้าราชการที่ถูกส่งไปต้องสื่อสารด้วยภาษากาย และภาษาตาแทน เพราะพวกเขาก็พูดภาษาอุยกูร์ไม่เป็นเช่นกัน


