สภาธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย นำเอสเอ็มอีไทย รุกลงทุนอินโดฯ แนะกลุ่มทุนไทย แนะจับคู่พันธมิตรท้องถิ่นร่วมลงทุนระยะยาว
นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานสภาธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ในปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียมีความน่าสนใจในการเข้าไปลงทุนมาก ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนไทยได้เข้าไปลงทุน และเปิดตลาดการค้าเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีนักลงทุนเกือบ 50%ที่ไม่ประสบความสำเร็จกลับมา จากที่ประสบปัญหาการประสานงานกันหน่วยงานต่างๆภายในพื้นที่ และกฎระเบียบการค้า และการลงทุนที่แตกต่างจากไทย
ดังนั้นสภาธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย จึงได้ปรับเปลี่ยนแผนส่งเสริมนักลงทุนไทยเข้าไปยังอินโดนีเซีย โดยจะให้การสนับสนุนแก้ไขปัญหาต่างๆมากขึ้น หากติดปัญหาในเรื่องใดจะจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆมาให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ รวมทั้งจะนำพานักลงทุนไทยเข้าไปจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการอินโดนีเซียที่เชื่อถือได้ รวมทั้้งจะจัดกิจกรรมพากลุ่มผู้ประกอบการไทย ออกไปพบกลุ่มผู้ประกอบการอินโดนีเซียให้บ่อยครั้งมากขึ้น
"อินโดนีเซียกับไทยมีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมมาก ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการเรียนรู้พาทเนอร์ที่เข้ามาร่วมธุรกิจพอสมควร ซึ่งจะต้องเป็นการร่วมธุรกิจในระยะยาว และเติบโตไปด้วยกัน จึงจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน" นายนิพิฐ กล่าว
ไทยลงทุนอินโดฯติด1ใน5จากทั่วโลก
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นผู้ที่เข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียที่สำคัญอยู่ในอันดับ 1 ใน 5 ของนักลงทุนทั่วโลก ส่วนมากจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ถ่านหิน น้ำมัน อะไหลรถยนต์ ก่อสร้าง เป็นต้น โดยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2556 ไทยเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียมูลค่า 104 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังมีไม่มาก ดังนั้นสภาฯจะมุ่งเน้นในการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีออกไปลงทุนมากขึ้น
ชี้อินโดฯเปิดกว้างรับนักลงทุน
ด้าน นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลอินโดนีเซีย ไม่ต้องการให้ต่างชาติส่งสินค้าเข้าไปขายในประเทศอินโดนีเซียเพียงอย่างเดียว เพราะจะไม่เกิดประโยชน์ในการพัฒนาภาคการผลิตของประเทศ และจะเสียเงินตราออกนอกประเทศเพียงอย่างเดียว ดังนั้นรัฐบาลอินโดนีเซีย จึงได้ออกมาตรการสนับสนุนให้ต่างชาติเข้าไปลงทุน ซึ่งหากเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคล 6 ปี ยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร และสิทธิประโยชน์อื่นๆอีกมาก
โดยที่ผ่านมาประเทศไทยเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยอุตสาหกรรมไทยที่มีศักยภาพในการเช้าไปลงทุนในอินโดนีเซีย ได้แก่ ชิ้นส่วนรถยนต์ เนื่องจากรัฐบาลอินโดนีเซียให้การสนับสนุน และไทยมีความชำนาญ
แนะเข้าอุตสาหกรรมประมง-แปรรูป
นอกจากนี้จะเป็นอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมประมง เนื่องจากอินโดนีเซียยังต้องพัฒนาในอุตสาหกรมนี้อีกมาก โดยในปัจจุบันอินโดนีเซียมีโรงงานแปรรูปประมงประมาณ 6 พันแห่ง แต่มีพียง 100 กว่าแห่งที่ได้มาตรฐาน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของไทยในการเข้าไปร่วมทุนตั้งโรงงานผลิตให้ได้มาตรฐาน และส่งออกไปยังสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น รวมทั้งการเข้าไปตั้งโรงงานผลิตกะทิ ผลไม่้้แปรรูป และโรงงานผลิตภัณฑ์ยางขั้นกลาง และปลายน้ำ เพราะมีวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังมีความเหมาะสมเข้าไปตังธุรกิจบริการ เช่น สปา โรงแรม ร้านอาหาร
ทั้งนี้ แม้ว่าไทยจะมีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมอาหาร แต่ในส่วนขออาหารฮาลาลนั้น ไทยยังเจาะตลาดอินโดนีเซีย และประเทศมุสลิมได้ยาก เพราะประเทศไทยไม่ใช่ประเทศมุสลิม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่ผู้นำเข้าจะไว้วางใจอย่างเต็มที่ ดังนั้นทางออกของไทยจะต้องร่วมมือกับประเทศมาเลเซียในการผลิตอาหารฮาลาล นำเข้าวัตถุดิบจากไทยเข้าไปผลิตเป็นอาหารสำเร็จรูปในมาเลเซีย หรือได้รับตรารับรองจากมาเลเซีย จึงจะสามารถเจาะตลาดมุสลิมกว่า 250 ล้านคน ในประเทศอินโดนีเซียได้
ที่ผ่านมาสินค้าอาหารของไทยในอินโดนีเซียอยู่ในอันดับ 3 มีสัดส่วน 11% รองจากมาเลเซีย 15%_และจีน 12% ส่วนอาหารทะเล ไทยอยู่ในอันดับ 4 รองจาก จีน มาเลเซีย และญี่ปุ่น
"ประเทศไทยควรจะใช้ศัยกาภาพของประเทศสมาชิกอาเซียนมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคอุตสาหกรรมของไทย โดนการนำเข้าชิ้นส่วนอุปกรณ์ หรือการออกไปลงทุนใช้ทรัพยากรณ์ของประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาประกอบเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายในไทย หรือใช้สิทธิพิเศษทางภาษีของสมาชิกอาเซียนในการส่งออกไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งหากไทยเน้นเพียงการส่งออก โดยไม่ใช้ประโยชน์จากอาเซียนอย่างเต็มที่ ไทยก็จะแข่งขันในตลาดโลกได้ยาก" นายอัทธ์ กล่าว
อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการลงทุน
กระทรวงพาณิชย์ได้วิเคราะห์ข้อมูลศักยภาพการลงทุนในอินโดนีเซียโดยเห็นว่ามี 4 ประเภทที่น่าสนใจ 1. การลงทุนเพื่อนการก่อสร้างพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ/สนามบิน ถนน โดยรัฐบาลพยายามส่งเสริมให้มีการลงทุนแบบ public-private partnership (PPP)
2. การลงทุนด้านพลังงาน เช่น ถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และพลังงานไฟฟ้า 3. อุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าประมง 4. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ได้แก่ การปลูกอ้อยและการผลิตน้ำตาลทราย เนื่องจากอินโดนีเซียต้องนำเข้าน้ำตาลปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี การเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นหนึ่งในเสาหลักของการพัฒนาทางการเกษตร โดยอินโดนีเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกปาล์มน้ำมันมากที่สุดในโลก
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจจะไปลงทุนในอินโดนีเซีย สามารถติดต่อหน่วยงาน BKPM ของอินโดนีเซียได้โดยตรง เพื่อประสานงานระหว่างนักลงทนุต่างชาติกับหน่วยงานรัฐบาลและท้องถิ่น รวมถึงช่วยนักลงทุน จัดเตรียมเอกสารประกอบการขอรับอนุญาตการลงทุน
สำหรับการส่งออกสินค้าไทยไปอินโดนีเซียในไตรมาส 1 ของปี 2557 มีมูลค่า 7.8 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.85% สินค้าส่งออกที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ 1.8 หมื่นล้านบาท 2.เม็ดพลาสติก 7.49 พันล้านบาท 3.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 5.39 พันล้านบาท 4.น้ำตาลทราย 5.03 พันล้านบาท และ5.เคมีภัณฑ์ 4.96 พันล้านบาท
ส่วนการนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซียในไตรมาส 1 ของปี 2557 มีมูลค่า 5.89 หมื่นล้านบาท ลดลง 12.71% โดยสินค้านำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ ถ่านหิน 9 พันล้านบาท 2.รถยนต์นั่ง 5.17 พันล้านบาท 3.น้ำมันดิบ 5.10 พันล้านบาท 4.สินแร่โลหะอื่นๆ 4.83 พันล้านบาท และ 5.เรือและสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ 4.70 พันล้านบาท

