รัฐบาลอินโดนีเซียตัดสินใจที่จะยกเครื่องโครงการข้าวเพื่อช่วยเหลือคนยากจน ตามที่สำนักงานปราบปรามการทุจริต หรือเคพีเค แนะนำมา
"นายอากัง ลักโซโน" รัฐมนตรีประสานงานสวัสดิการประชาชน เปิดเผยว่า รัฐบาลจะหันไปทบทวนระบบการกระจายข้าวของโครงการ ที่เคพีเค ระบุว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้น เริ่มแรกจะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการวางแผน การปฏิบัติ และตรวจสอบการกระจายข้าว โดยกระทรวงจะปรับเปลี่ยนมาตรการ เพื่อกระจายข้าวในโครงการได้อย่างถูกต้อง ทันท่วงที ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ
นายอากัง ยืนยันว่า แม้จะเกิดปัญหาขึ้นมา แต่รัฐบาลไม่มีแผนที่จะยุติโครงการ ที่ดำเนินการมา 16 ปีแล้ว เพราะโครงการนี้เป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสานต่อโครงการต่อไป
ท่าทีข้างต้นเกิดขึ้นหลังจาก รองประธานเคพีเค "นายบูไซโร มูกอดดาส" กล่าวว่า โครงการราสกินมีปัญหาจากกระบวนการร่วมค้า แต่นายอากังปฏิเสธ และเรียกร้องให้นายบูสิโรส่งหลักฐานสนับสนุนข้อสันนิษฐานของเขา
ด้านหัวหน้าแผนกวิจัยและพัฒนาของเคพีเค "นายโรนี ดวิ ซูซานโต" เปิดเผยว่า หลังโครงการราสกินดำเนินการมา 16 ปี พบปัญหาซ้ำซาก 9 ประการ ที่จำเป็นต้องค้นหาว่าใครได้ประโยชน์จากความผิดปกติเหล่านี้ อาทิ ครัวเรือนเป้าหมายไม่ถูกต้อง หลายครัวเรือนที่ได้รับข้าวกลับไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชี ขณะที่ผู้ที่มีสิทธิได้รับข้าวต่ำกว่า 15 กิโลกรัมตามที่กำหนดไว้ในโครงการ
นอกจากนี้ยังพบปัญหาเรื่องการกระจายข้าวอย่างไม่เป็นธรรม หรือไม่มีการกระจายข้าวเลย ราคาข้าวแพงทั้งที่รัฐบาลอุดหนุน และข้าวมีคุณภาพต่ำ
ในอีกราว 30 วันข้างหน้า รัฐบาลจะกำหนดแผนปฏิบัติการ เพื่อเริ่มต้นออกแบบโครงการราสกินใหม่ หลังจากแผนปฏิบัติการเสร็จสมบูรณ์ กระทรวงประสานงานสวัสดิการประชาชนจะทดสอบโครงสร้างใหม่ ว่าได้ผลที่สุดสำหรับโครงการราสกินหรือไม่
ข้อมูลจากเคพีเค แสดงให้เห็นว่า ในปี 2556 มีการจัดสรรงบประมาณตามโครงการราสกินจำนวน 21.4 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ให้กับครัวเรือนเป้าหมาย 15.5 ล้านครัวเรือน ในปี 2555 จัดสรรงบประมาณ 19.3 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ให้ 17.4 ล้านครัวเรือน และในปี 2554 จัดสรรงบประมาณ 16.5 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ให้ 17.4 ล้านครัวเรือน
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลจัดสรรงบประมาณราว 15.3 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ให้โครงการนี้เมื่อปี 2554, 15.6 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ในปี 2555, 17.9 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ในปี 2556 และ 18.8 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ในปีนี้


