สหรัฐและรัสเซียไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับยูเครนได้ หลังจากที่เปิดเจรจาในกรุงปารีสของฝรั่งเศส
สหรัฐและรัสเซียไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับยูเครนได้ หลังจากที่เปิดเจรจาในกรุงปารีสของฝรั่งเศสเมื่อคืนวานนี้ (30 มี.ค.) และทางรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเรียกร้องให้รัสเซียถอนกำลังทหารออกจากพรมแดนที่ติดกับยูเครน
ความพยายามครั้งล่าสุดในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาติตะวันออกกับตะวันตกในยุคหลังสงครามเย็นมีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียต่อสายตรงถึงประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐเมื่อวันศุกร์เพื่อให้มีการแก้ปัญหาด้วยวิธีทางการทูต
รัฐบาลสหรัฐและประเทศพันธมิตรได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย หลังจากที่ทำการผนวกรวมดินแดนกับไครเมีย และเคลื่อนกำลังทหารหลายพันนายไปใกล้กับพรมแดนฝั่งตะวันออกของยูเครน
รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย "นายเซอร์เก ลาฟรอฟ" กล่าวว่าการเจรจากับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ "นายจอห์น แคร์รี่" เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และจะดำเนินต่อไป
หลังจากการหารือเป็นเวลา 4 ชั่วโมง นายลาฟรอฟกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้เปิดเผยแผนการในการลดความขัดแย้งของวิกฤติในยูเครน แต่ก็ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ พร้อมย้ำจุดยืนของรัสเซียว่าระบอบการปกครองแบบสหพันธรัฐในยูเครนจะเป็นกุญแจสำคัญสู่แนวทางแก้ปัญหา
ขณะที่นายแคร์รี่เรียกร้องให้รัสเซียถอนกำลังทหารออกจากพรมแดนที่ติดกับยูเครน และกล่าวว่าการเจรจาเกี่ยวกับอนาคตของยูเครน ต้องให้ผู้นำรัฐบาลยูเครนที่มีความชอบธรรมตามกฎหมายมาร่วมโต๊ะหารือด้วย และยังเปิดเผยด้วยว่าการเจรจากับรัสเซียจะเกิดขึ้นอีกในเร็ว ๆ นี้
ต่อมา รัฐบาลยูเครนได้ออกมาตอบโต้รัสเซียอย่างรุนแรงที่เสนอให้ยูเครนปกครองระบอบสหพันธรัฐว่าเป็นข้อเสนอที่หวังทำลายยูเครน อีกทั้งแสดงให้เห็นว่ารัสเซียคือผู้รุกรานตัวจริง และไม่ต้องการแก้ไขวิกฤติที่เกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีดมิทรี เมดเวเดฟ ของรัสเซียได้เดินทางเยือนไครเมียในวันนี้ (31 มี.ค.) นับเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดที่ไปเยือนไครเมียนับตั้งแต่ผนวกรวมดินแดน





