เจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า การค้นหาเครื่องบิน เอ็มเอช370 ที่หายสาบสูญไปลำดังกล่าวอาจจะใช้เวลานานเป็นปี
แม้ทางการมาเลเซียจะระบุว่าเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 อีอาร์ ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ เที่ยวบินเอ็มเอช 370 ตกในมหาสมุทรอินเดียทางตอนใต้ และมีการเปิดเผยภาพของชิ้นส่วนที่เชื่อว่าเป็นของเครื่องบินลำดังกล่าว โดยอาศัยภาพจากดาวเทียม แต่การค้นหาซากเครื่องบินในทะเลนั้น ยังไม่พบชิ้นส่วนที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นของเครื่องบินลำนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า การค้นหาเครื่องบินที่หายสาบสูญไปลำดังกล่าวอาจจะใช้เวลานานเป็นปี
เรือเอกมาร์ค แมทธิวส์ ผู้รับผิดชอบการใช้อุปกรณ์ระบุตำแหน่งด้วยการส่งสัญญาณปิงแบบลาก หรือ ทีพีแอล แห่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นว่า การขาดข้อมูลที่สามารถระบุตำแหน่งที่เครื่องบินตก ทำให้การค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบากมาก โดยในเวลานี้มีการกำหนดพื้นที่ค้นหาเท่ากับพื้นที่ของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งทำให้ไม่สามารถระบุเวลาที่จะค้นพบซากเครื่องบินที่สูญหายไปได้
นอกจากอุปกรณ์ทีพีแอลของสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังมีเรืออีก 10 ลำ และเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลอีกจำนวนหนึ่ง เข้าตรวจตราพื้นที่มหาสมุทรอินเดียทางฝั่งตะวันตกของเมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย เพื่อพยายามค้นหาร่องรอยของเครื่องบินที่สูญหายไปเป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์
เจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐระบุด้วยว่า กรณีเครื่องบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ตกนั้น มีความยากลำบากในการค้นหามากกว่าเครื่องบินแอร์บัส เอ 330 ของสายการบินแอร์ ฟรานซ์ เที่ยวบิน 447 ที่ตกในมหาสมุทรแอตแลนติกนอกชายฝั่งบราซิลเมื่อปี 2552 เนื่องจากกรณีก่อนหน้า มีข้อมูลเกี่ยวกับพิกัดสุดท้ายของเครื่องบินมากกว่ากรณีเที่ยวบินเอ็มเอช 370 อย่างไรก็ดีการค้นหาเครื่องบินแอร์ฟรานซ์ต้องใช้เวลานานกว่า 2 ปี จึงพบซากชิ้นส่วน และกู้กล่องดำขึ้นมาจากพื้นทะเลได้
ด้านนายกรัฐมนตรีโทนี แอบบอต แห่งออสเตรเลีย แถลงเมื่อวานนี้ว่า จะตั้งศูนย์ประสานงานการค้นหาเครื่องบินเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ในเมืองเพิร์ธ โดยมีรัฐบาลออสเตรเลียเป็นผู้สนับสนุนหลัก และพลอากาศเอก อังกัส ฮูสตัน อดีตผู้บัญชาการกองทัพ รับหน้าที่หัวหน้าศูนย์
นายแอบบอตย้ำว่า ประเทศออสเตรเลียจะยังคงเดินหน้าค้นหาต่อไป เพื่อคลี่คลายปริศนาของเครื่องบินลำนี้ให้ได้ และจะพยายามทำให้ครอบครัวของผู้โดยสารและประชาชนทั่วโลกได้ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่





