วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปูติน'สายตรงชวน'โอบามา'ถกวิกฤติยูเครน

"วลาดิมีร์ ปูติน" คุยโทรศัพท์สายตรงนานกว่า 1 ชั่วโมงกับ "โอบามา" เชิญเจรจาเพื่อผ่าทางตันวิกฤติยูเครน ขณะที่ผู้นำสหรัฐพร้อมหนุนเส้นทางเจรจา

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย โทรศัพท์สายตรงถึงประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อหารือข้อเสนอของสหรัฐเรื่องใช้การเจรจาแก้วิกฤติในประเทศยูเครน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ข้อเสนอของสหรัฐซึ่งเกิดขึ้นในการประชุมร่วมกับยูเครนและชาติยุโรป เรียกร้องให้มีการส่งผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศเข้าไปในภูมิภาคไครเมีย เพื่อปกป้องสิทธิของชาวยูเครนที่พูดภาษารัสเซีย และขอให้รัสเซียถอนกำลังทหารกลับที่มั่น

ทั้งนี้ ทำเนียบขาว แถลงว่า ในการหารือทางโทรศัพท์นานกว่า 1 ชั่วโมงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามา ได้ย้ำกับประธานาธิบดีปูตินว่า สหรัฐจะสนับสนุนเส้นทางการเจรจาต่อไป โดยมีเป้าหมายเพื่อผ่อนคลายวิกฤติในยูเครน และประธานาธิบดีโอบามาแสดงออกอย่างชัดว่า การเจรจาจะเกิดขึ้นได้เมื่อรัสเซียถอนทหาร และไม่ละเมิดบูรณาภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของยูเครนมากไปกว่านี้

ด้าน รัฐบาลเครมลินของรัสเซีย ระบุในแถลงการณ์ว่า ประธานาธิบดีปูตินพยายามให้โอบามาสนใจในเรื่องการใช้ความรุนแรงของกลุ่มหัวรุนแรงที่ยังคงเกิดขึ้นในกรุงเคียฟ (เมืองหลวงของยูเครน) และพื้นที่อื่นๆ ในยูเครน ซึ่งคุกคามประชาชนที่อาศัยอยู่อย่างสงบสุข รวมถึงอำนาจของรัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ได้รับโทษใดๆ และปูตินยังกล่าวอีกว่า กำลังพิจารณามาตรการที่เป็นไปได้ที่ประชาคมโลกใช้เพื่อสร้างเสถียรภาพ

รับปากยูเอ็นยังไม่ส่งทหารคุมยูเครน

นายบัน คี-มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยระหว่างแถลงข่าวหลังสรุปผลการเยือนรัสเซียและยูเครนเมื่อเร็วๆ นี้ ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติว่า ประธานาธิบดีปูตินบอกกับเขาว่า ไม่มีแผนจะดำเนินการทางทหารใดๆ พร้อมทั้งแสดงความวิตกเกี่ยวกับกลุ่มหัวรุนแรงในยูเครน

นอกจากนั้น เลขาธิการยูเอ็น ยังเตือนประชาคมสากลด้วยว่า ความบาดหมางที่เกิดจากกรณีพิพาทเรื่องยูเครน อาจส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาวิกฤติอื่นๆ ได้ จึงเรียกร้องให้รัสเซียและยูเครนหลีกเลี่ยงการดำเนินการแบบไม่ยั้งคิด และให้หันมาเจรจาพูดคุยกันโดยตรงเพื่อแก้ปัญหา โดยบอกว่าภายใต้สถานการณ์ตึงเครียดขนาดนี้ ประกายไฟเล็กๆ ก็อาจลุกลามเป็นเปลวไฟขนาดใหญ่ได้

คาดศก.ไครเมียพุ่งหลังรวมรัสเซีย

นายรุสตาม เทเมียร์กาเลียฟ รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของไครเมีย คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจและการพัฒนาของไครเมียจะมีอัตราการเจริญเติบโตสูงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังจากแยกตัวออกจากยูเครน และไปเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียตั้งแต่ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา

นายเทเมียร์กาเลียฟ กล่าวว่า ทรัพย์สินของรัฐบาลและเอกชนยูเครนที่เคยผูกขาดบนแหลมไครเมียได้ถูกยึดเข้ามาเป็นทรัพย์สินสาธารณะของไครเมียแล้ว ในจำนวนนี้รวมถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ทางการต้องเข้าไปดูแลบริหารจัดการเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนพลังงานในการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากแหลมไครเมียเคยพึ่งพาไฟฟ้าจากยูเครนกว่า 80% และเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาก็เพิ่งเกิดไฟฟ้าดับในพื้นที่

นอกจากนี้ นายเทเมียร์กาเลียฟ ยังเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจของไครเมียจะเจริญเติบโตสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจน และมั่นใจว่าสังคมจะต้องแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากเมื่อครั้งที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยูเครน

รัฐบาลไครเมียเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซ 2 แห่ง ภายใน 2-5 ปีข้างหน้า เพื่อสนองตอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัสเซียที่จะตั้งไครเมียให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่มีรายงานว่ารัฐบาลไครเมียเตรียมขายทรัพย์สินของ "เชอร์โนเมอร์นาฟโตก๊าซ" ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานสัญชาติยูเครน ผ่านการเปิดประมูลในอนาคตด้วย

เตือนคว่ำบาตรรัสเซียไม่ช่วยอะไร

ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ยังคงเดินหน้าที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียต่อไป แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้รัสเซียยอมคืนไครเมียให้กับยูเครนได้หรือไม่

ขณะนี้ ประธานาธิบดีโอบามาอยู่ระหว่างเดินทางเยือนยุโรป เพื่อชักชวนบรรดาผู้นำในยุโรปให้ร่วมยกระดับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ภายหลังจากรัสเซียได้ผนวกไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ โดยนายโอบามาได้หารือเป็นการส่วนตัวกับ นายเฮอร์แมน ฟาน รอมพาย ประธานสหภาพยุโรป (อียู) และ นายโฮเซ มานูเอล บาร์โรโซประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งภายหลังได้เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า ประเด็นการหารือเกี่ยวข้องกับรัสเซียเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาลงโทษรัสเซียที่กระทำการขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และต่อรัฐธรรมนูญของยูเครน แม้ว่าประธานาธิบดีปูตินจะปัดป้องข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยอ้างถึงความจำเป็นในการปกป้องชาวรัสเซียในไครเมีย

ยูเครนหวังได้เงินกู้งวดแรกในเม.ย.

นายอเล็กซานเดอร์ ชลาพัค รัฐมนตรีกระทรวงคลังยูเครน เปิดเผยว่า ยูเครนหวังว่าจะได้รับเงินช่วยเหลืองวดแรกจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)ภายใต้โครงการเงินกู้ ในช่วงเดือน เม.ย.นี้ โดยร่างข้อตกลงของไอเอ็มเอฟกำหนดให้มีการปล่อยเงินงวดแรกวงเงิน 3,000 ล้านดอลลาร์ แต่เรื่องนี้ยังไม่ใช่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังเป็นเพียงแค่แผนการ

รัฐมนตรีคลังยูเครน กล่าวว่า ในการที่จะรับเงินกู้ดังกล่าว ทางรัฐบาลยูเครนควรใช้มาตรการในการสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจ และกำหนดเงื่อนไขในการพัฒนาอย่างมีเสถียรภาพในอนาคตอันใกล้นี้

ก่อนหน้านี้ คณะทำงานของไอเอ็มเอฟในยูเครนเห็นชอบให้เงินกู้ยูเครนในช่วง 1.4-1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของประเทศสามารถเอาตัวรอดได้ในช่วงภาวะเวลาแห่งความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมือง