หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลอ้างข้อมูลจากพนักงานสอบสวนสหรัฐฯ คาดเที่ยวบิน MH370 อาจทำการบินต่อไปอีกนานถึง 4 ชั่วโมง หลังหายจากเรดาร์
หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศพบสัญญาณจากโบอิ้ง 777-200ER เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเวลา 1.30 น. ของวันเสาร์ที่ผ่านมา หรือไม่ถึง 1 ชั่วโมงหลังจากที่เครื่องเทกออฟออกจากสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ และมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือข้ามอ่าวไทยเพื่อไปยังกรุงปักกิ่ง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการบินและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงภายในของสหรัฐฯ เชื่อว่า เครื่องบินลำนี้ได้ลอยอยู่กลางอากาศไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง โดยดูจากข้อมูลที่เครื่องยนต์โรลส์รอยซ์ของโบอิ้ง 777 ดาวน์โหลดและส่งมายังภาคพื้นดินโดยอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลนี้เป็นจริงก็หมายความว่า โบอิ้งซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือ 239 ชีวิต น่าจะเดินทางต่อไปอีกเป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ หลังขาดการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินไปแล้ว
นานาชาติได้ส่งทั้งบุคลากร เรือ และเครื่องบินเข้ามาช่วยค้นหาร่องรอยของเครื่องบินมาเลเซียทั้งในน่านน้ำทะเลจีนใต้และทะเลอันดามัน ซึ่งเวลานี้พื้นที่ค้นหากว้างขวางเกือบ 93,000 ตารางกิโลเมตร หรือพอๆกับขนาดของประเทศฮังการี
พนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างตรวจหาหลักฐานว่าเกิดการ “จี้เครื่องบิน” ขึ้นหรือไม่ ขณะที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ก็ยืนยันว่า ยังไม่ตัดประเด็นก่อการร้ายออกไป
"เจ้าหน้าที่ต่อต้านก่อการร้ายของสหรัฐฯ ยังคงสืบหาความเป็นไปได้ว่า กัปตันหรือบุคคลอื่นบนเครื่องอาจจะบังคับให้เครื่องบินมุ่งไปยังสถานที่ที่ไม่เปิดเผย โดยจงใจปิดอุปกรณ์สื่อสารกับภาคพื้นดินเพื่อไม่ให้เรดาร์ตรวจจับได้" วอลล์สตรีทรายงาน
สื่อชั้นนำของสหรัฐฯ แจกแจงต่อว่า การสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยของเครื่องบินโดยสารลำนี้ ตลอดจนประเด็นที่ว่าเครื่องรับส่งสัญญาณเรดาร์ไม่ถูกเปิดใช้งาน "ทำให้พนักงานสอบสวนสันนิษฐานว่า เครื่องบินอาจถูกใครจี้บังคับด้วยเหตุผลบางประการที่สหรัฐฯเองก็ยังไม่ทราบ"
วอลล์สตรีท ยังอ้างแหล่งข่าวอีกคนหนึ่งซึ่งชี้ว่า พนักงานสอบสวนกำลังประเมินทฤษฎีที่ว่า เครื่องบินอาจถูกบังคับเปลี่ยนเส้นทาง "เพื่อนำไปใช้กระทำการบางอย่างในภายหลัง"





