วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมภพ' แนะจับตาคลื่นลงทุนจีน-ญี่ปุ่น

"สมภพ มานะรังสรรค์" แนะไทยเตรียมพร้อมรับการลงทุนรอบใหม่ เมื่อจีน-ญี่ปุ่น เคลื่อนการลงทุนเข้าอาเซียน

"สมภพ" ชี้จับตาคลื่นลงทุนจีน - ญี่ปุ่น เคลื่อนเข้าอาเซียน แนะไทยเตรียมพร้อมรับการลงทุนรอบใหม่ "ธนิต" คาดไทยได้อานิสงส์ การลงทุนครั้งใหม่ เตือนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปรับตัว บุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น หวั่นการเมืองอุปสรรคเตรียมพร้อมไทยเข้าเออีซี แนะเลื่อนเข้าอาเซียน

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยว่า ความขัดแย้งระหว่างจีนและญี่ปุ่น เกี่ยวกับการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะเซนกากุ หรือเกาะเตียวหยู ที่ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศดำเนินการไปอย่างไม่ราบรื่น นั้นได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย โดยทำให้มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับญี่ปุ่นลดลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปีที่ผ่านมาต่อเนื่องมาจนถึงช่วงต้นปี 2557

นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานการผลิตอุตสาหกรรม (Supply Chain) โดยการย้ายฐานผลิตของญี่ปุ่นออกจากประเทศจีน ขณะที่จีนก็พยายามลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่นโดยการสร้างโรงงานเองมากขึ้น

==> แนะไทยพร้อมรับลงทุนจีน-ญี่ปุ่น

"ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไป ทำให้นโยบายการเชื่อมซัพพลายเชน เปลี่ยนจากจีนกับญี่ปุ่นโดยตรง เป็นจีนกับประเทศที่สาม และญี่ปุ่นกับประเทศที่สามซึ่งประเทศที่สามก็มีโอกาสมากที่จะเป็นประเทศในอาเซียนเนื่องจากอาเซียนเองก็อยู่ใกล้กับจีน ส่วนญี่ปุ่นก็มีฐานการผลิตอุตสาหกรรมจำนวนมากอยู่ในอาเซียนโดยเฉพาะประเทศไทย ดังนั้นหากประเทศไหนในอาเซียนเตรียมความพร้อมได้มากก็จะมีโอกาสที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นซึ่งต้องการขยายฐานอุตสาหกรรมจะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม" นายสมภพกล่าว

ทั้งนี้กรณีของประเทศญี่ปุ่นมีปัจจัยผลักดันให้เกิด การย้ายฐานการผลิตระลอกใหม่ และการย้ายฐานการผลิตในครั้งนี้ จะไม่ได้เป็นธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่จะมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพขยายการลงทุนเข้ามาด้วย เนื่องจากเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีปัญหาภายในบางประการ คือเริ่มมีปัญหาเรื่องเงินเยนอ่อนค่า ทำให้ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนพลังงานและแรงงานในภาคอุตสาหกรรมจากการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ ที่กลายเป็นข้อจำกัดในการลงทุนภายในประเทศ ดังนั้นประเทศไทยควรจะมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับคลื่นการลงทุนระลอกใหม่ของญี่ปุ่นที่จะเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนด้วย

==> จี้ไทยวางยุทธศาสตร์รับลงทุน

ขณะที่นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และรองประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนเชื่อมโยงกับประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของอาเซียนและยังเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน รองจากสหภาพยุโรป (อียู) ขณะที่จีนกับอาเซียนก็มีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยปัจจุบันอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของจีน

เขากล่าวด้วยว่า มีความเป็นไปได้มากที่ญี่ปุ่นและจีนจะขยายการลงทุนอุตสาหกรรม เข้ามาในอาเซียนเพิ่มขึ้น รวมทั้งในประเทศไทยเนื่องจากเป็นประเทศที่มีสาธารณูปโภค พร้อมสำหรับการลงทุน และในอุตสาหกรรมหลายๆอย่างไทยก็มีความชำนาญกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน เช่น อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์

อย่างไรก็ตามประเทศไทยจะต้องมียุทธศาสตร์ในการเลือกว่าจะให้อุตสาหกรรมใดเข้ามาลงทุน โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะต้องพิจารณาดูว่าอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนนั้นหากเอสเอ็มอีไทยทำได้ดีอยู่แล้วก็ไม่ควรส่งเสริมให้เข้ามาลงทุน เนื่องจากจะกลายเป็นคู่แข่งทางการค้า และเกิดการแย่งชิงตลาด วัตถุดิบ และจะทำให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีมากขึ้นได้

==> แนะขยายอุตฯบริการไปเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้นอกจากอุตสาหกรรมภาคการผลิตผู้ประกอบการไทย ควรจะวางแผนขยายอุตสาหกรรมภาคบริการ ไปยังประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆในอาเซียนมากขึ้น เช่น ควรมองหาโอกาสที่จะขยายการท่องเที่ยวไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติยังมีศักยภาพมาก เช่นหลายเมืองทางตอนใต้ของประเทศพม่า ที่มีลักษณะชายหาดและทะเลคล้ายกับแหล่งท่องเที่ยว ในจังหวัดแถบทะเลอันดามันของประเทศไทย

ส่วนการท่องเที่ยวในประเทศไทยควรเปลี่ยนจากการกำหนดเป้าหมายการท่องเที่ยว จากการกำหนดเป็นตัวเลขนักท่องเที่ยว เป็นการกำหนดรายได้จากการท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นมากกว่า เพราะแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทย เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ จึงควรมีการจำกัดนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับทรัพยากร

==> ชี้การเมืองถ่วงไทยเข้าเออีซี

นายธนิตยังกล่าวด้วยว่าสถานการณ์ทางการเมืองของไทยในปัจจุบันจะกระทบต่อการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของประเทศไทยซึ่งจะครบกำหนดเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในวันที่ 1 ม.ค. 2559 นี้ แต่ในขณะนี้ประเทศไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้ในเรื่องอาเซียนขณะนี้ แทบจะไม่มีใครพูดถึงและให้ความสำคัญในการขับเคลื่อน และยังขาดมาตรการที่จะต้องรองรับการเปิดเสรีทั้งหมด ในเรื่องของการค้า การบริการ ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งภาคเอกชนจะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้มีความเข้มแข็ง แต่สถานการณ์การเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็เป็นที่น่าเสียดายว่าภาคเอกชนของเราไม่ได้พัฒนาในเรื่องนี้เท่าที่ควร โดยเฉพาะการพัฒนาเรื่องศักยภาพในการผลิตเพื่อแข่งขันในอาเซียน

"หากเราไม่มีความพร้อมเพียงพอ เราอาจจะขอเลื่อนการเข้าเออีซีออกไปก่อน ซึ่งน่าจะเป็นสิทธิของเราที่จะทำได้ เนื่องจากมีอีกหลายส่วนที่จะต้องมีการพัฒนาเช่นเรื่องการอำนวยความสะดวกในเรื่องการค้าชายแดน ที่ควรจะมีการปรับปรุงและทำความตกลงระหว่างประเทศให้เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น" นายธนิตกล่าว