เรื่องเล่าจากงานรวมญาติสองเกาหลี

เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จัดงานรวมญาติครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี โดยเริ่มเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ก.พ. และจะสิ้นสุดวันที่ 25 ก.พ.นี้
เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ได้จัดงานรวมญาติครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เป็นเวลา 6 วัน เริ่มเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดในวันอังคารที่จะถึงนี้ ที่โรงแรมแห่งหนึ่งแถบภูเขาคึมกัง ในประเทศเกาหลีเหนือ
การรวมญาติครั้งล่าสุดนี้ ถูกมองว่าเป็นหลักฐานจับต้องได้อย่างเดียวที่สะท้อนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีปรับปรุงดีขึ้น แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ก็ต้องลุ้นกันจนถึงช่วงใกล้ๆ เลยว่าเกาหลีเหนือจะยกเลิกอีกหรือไม่ หลังจากครั้งก่อนที่เดิมจะจัดในเดือนกันยายนปีที่แล้ว แต่เปียงยางเปลี่ยนใจดื้อๆ ขณะเหลืออีกสามวันเท่านั้น โดยไม่นำพาว่าเวลาที่ผ่านไปแต่ละวันสำหรับผู้สูงวัยทั้งหลายที่รอพบญาติที่พลัดพรากจากกันหลังสงครามยุติเมื่อ 60 ปีก่อน มีความหมายขนาดไหน
เวลาผ่านมา 5 เดือนแล้ว นับจากกันยายน ถือนานเกินไป และฤดูหนาวในเกาหลีก็สาหัสเกินไปสำหรับผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนที่จะรอถึงการรวมญาติครั้งล่าสุดได้ และบางรายสุขภาพไม่เอื้ออำนวย ทำให้จำนวนผู้เข้าร่วมจากเดิมฝ่ายละ 100 คน ลดลงจาก 30 คน โดยเกาหลีใต้เหลือ 82 คน เกาหลีเหนือเหลือ 88 คน จากฝ่ายละ 100 คน
การรวมญาติตอกย้ำสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างสองเกาหลี และความแตกแยกบนคาบสมุทรนับจากสงครามเกาหลี 2493-2496
การเข้าจับมือ สวมกอดกันแน่น ซับน้ำตา บางคนปล่อยโฮ บางคนพูดพูดไม่ออกและงงๆ เมื่อเห็นหน้าค่าตาญาติพี่น้องที่จากกันนานหลายปี และบางคนอาจไม่เคยพบหน้ากันเลย เป็นบรรยากาศในวันพบญาติเหมือนพล็อตซ้ำๆ ของหนังเศร้า แต่ว่านี่เป็นเรื่องจริงที่สุดรันทด
การรวมญาติครั้งนี้ ฝ่ายเกาหลีใต้อายุมากที่สุด คือ คุณยายคิม ซอง ยุน อายุ 96 ปี ที่ดูสงบและยังสื่อสารได้ดีกับน้องสาวสองคน ระหว่างพูดคุยเธอได้เล่าเรื่องราวและความทรงจำวัยเด็กกับทั้งสอง
คัง นึง ฮวาน วัย 93 ปี พบลูกชายเป็นครั้งแรก เมื่อตอนที่พลัดพรากจากภรรยาระหว่างสงครามไม่เคยรู้ว่าเธอตั้งครรภ์อยู่ เพิ่งมารู้ว่ามีผู้สืบสายเลือดอยู่หนึ่งคน หลังจากที่ยื่นคำร้องขอพบน้องสาวในเกาหลีเหนือนี่เอง เมื่อพบครั้งแรกลูกชายคนนี้ก็อยู่ในวัย 64 แล้ว ทั้งสองสวมกอดและร้องไห้อยู่นาน
คิม มยอง บ็อก วัย 68 ปี บอกพี่สาวจากเกาหลีเหนือที่แก่กว่าสองปีว่า พ่อรอคอยและอยากเห็นพี่สาวมาตลอด แต่พ่อตายไปก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และได้นำจดหมายฉบับหนึ่งที่พ่อเขียนไว้ให้ พร้อมเล่าว่า พ่อพูดถึงพี่ตลอด ผู้เป็นน้องชายกล่าวด้วยว่าไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะได้พบพี่สาว
ในบรรดาครอบครัวสองฝ่ายที่พบกันครั้งนี้ มี 5 คนที่เป็นญาติพี่น้องที่ถูกเกาหลีเหนือลักพาตัวไปในระหว่างและหลังสงครามยุติด้วยข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ปกตินักสำหรับงานรวมญาติ
ปาร์ค ยัง คัง วัย 53 ปีจากเกาหลีใต้ ได้พบกับพี่ชาย ปาร์ค ยัง ซู เป็นครั้งแรกใน 40 ปี หลังถูกเกาหลีเหนือลักพาตัวเมื่อปี 2515 น้องชายของเขาเป็น 1 ในลูกเรือ 24 คนของเรือประมง "โอแดยัง 61" ในทะเลเหลืองและถูกเรือลาดตระเวนเกาหลีเหนือยึดไป ทั้งสองสวมกอดและร้องไห้กันพักใหญ่ น้องชายที่มาจากเกาหลีเหนือแนะนำภรรยาและลูกชาย และยังอวดเหรียญตรา 3 เหรียญ ที่ได้รับจากพรรคกรรมกร โดยยืนยันว่า มีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบายด้วยความกรุณาจากพรรค
พี่ชายกล่าวว่า เนื่องจากเกาหลีเหนือไม่เคยยอมรับว่าลักพาตัวชาวเกาหลีใต้ จึงไม่มีหนทางใดที่จะยืนยันได้ว่าน้องชายอยู่ที่ไหนในเกาหลีเหนือ ทุกคนบอกว่า ชาวประมงน่าจะเสียชีวิตหมดแล้ว ได้แต่รอ กระทั่งเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ได้ยินว่าน้องชายยังมีชีวิตอยู่
สำหรับบางคน งานรวมญาติก็มาช้าเกินไป ลี ยอง ซิล วัย 87 ปี มีอาการอัลไซเมอร์ ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักในการนึกหน้าน้องสาวที่อยากเจอตลอดชีวิต แต่เธอยืนยันให้ลูกสาวพามา
จาง ชุน มีน้องชายวัย 8 ขวบ ตอนที่แยกจากกัน จางเป็นทหารฝ่ายเกาหลีเหนือ ถูกเกณฑ์ไปรบในสงครามเกาหลี และถูกกองกำลังสหประชาชาติในเกาหลีใต้จับเป็นเชลย นับแต่นั้นก็อยู่ในเกาหลีใต้ไม่ได้เจอครอบครัวอีกเลย แต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพิ่งได้รับจดหมายและภาพถ่ายของครอบครัวในเกาหลีเหนือผ่านทางกาชาด เป็นภาพถ่ายขาว-ดำของน้องชายและภาพงานแต่งงาน ซึ่งถือเป็นงานมงคลที่สำคัญมาก แต่คนเป็นพี่อย่างเขาไม่มีโอกาสได้เข้าร่วม นับจากนั้นทุกครั้งที่คิดถึงครอบครัวก็จะนำจดหมายนี่มาอ่านเรื่อยๆ ตอนที่เกาหลีเหนือยกเลิกงานรวมญาติเมื่อกันยายน เขาถึงกับต้องหาหมอและกินยากล่อมประสาท
ในที่สุดฝันเป็นจริง จาง ชุน ได้จับมือน้องชาย จาง ฮวา ชุน และน้องสาว จาง คึม ซุน พร้อมแนะนำลูกชาย จาง คี วูง ที่ได้พบกับอาหญิงและอาชายเป็นครั้งแรก ลูกชายของเขาให้สัญญากับอาๆ ว่า "ผมเป็นวิศวกรหัวรถจักร ผมจะขับรถไฟมาที่นี่และสัญญาจะกลับมา ขอได้โปรดรักษาสุขภาพและอายุยืน"
พวกเขาเหล่านี้คงต้องใช้ความพยายามอย่างมากทีเดียวในอันที่จะบอกเล่าชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองตลอด 60 ปี แก่อีกฝ่าย ในเวลาเพียง 11 ชั่วโมง
การรวมชาติ 6 วันแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงละ 3 วัน รวมญาติช่วงแรก เป็นเกาหลีใต้ 82 คน ที่ขอพบญาติเกาหลีเหนือ 180 คน (19 นั่งเก้าอี้รถเข็น และ 2 คนมาในรถพยาบาล) ส่วนรวมญาติช่วงที่สอง เป็นฝ่ายเกาหลีเหนือ 88 คนที่ขอพบญาติเกาหลีใต้ 372 คน แต่ละช่วง ญาติพี่น้องสองฝ่ายจะได้พบกัน 6 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 11 ชั่วโมง ครอบครัวสองฝ่ายจะนอนและรับประทานอาหารแยกกัน ได้พบพูดคุยตามตารางที่กำหนดเท่านั้น
กำหนดการที่เศร้าที่สุดคือ การพบเพื่ออำลาในวันสุดท้ายของงานรวมญาติ
นับจากปี 2531 มีชาวเกาหลีใต้ราว 129,000 คน ลงทะเบียนกับกระทรวงรวมชาติว่ามีครอบครัวอยู่ในเกาหลีเหนือ ร้อยละ 44 ของจำนวนนี้หรือกว่า 57,000 คน เสียชีวิตแล้ว ส่วนที่ยังมีชีวิตอยู่อีกกว่า 70,000 คนนั้น ครึ่งหนึ่ง อายุเกิน 80 ปี
การรวมญาติครั้งแรกจัดขึ้นในปี 2528 และจัดเรื่อยมาเป็นระยะขึ้นลงตามความสัมพันธ์สองเกาหลีรวม 18 ครั้ง ก่อนระงับยาวมาถึงครั้งล่าสุด นับจากเกาหลีเหนือยิงถล่มเกาะยังเพียง เกาะชายแดนของเกาหลีใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน เมื่อปี 2553
คำแนะนำสำหรับญาติชาวเกาหลีใต้ในการเตรียมหัวข้อสนทนาที่เหมาะสมเรื่องหนึ่ง คือ "หลีกเลี่ยงการพูดคุยความลำบากยากแค้นทางเศรษฐกิจหรือการเมืองในเกาหลีเหนือ" และถึงอยากจะมอบขอบขวัญสุดพิเศษอย่างไร แต่ญาติเกาหลีใต้ไม่อาจนำข้าวของหรูหรา อาทิ นาฬิกาแพง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าไปให้ญาติเกาหลีเหนือได้ เพราะเป็นเรื่องต้องห้าม และมีรายงานว่า ของขวัญยอดนิยมอย่างหนึ่งที่ญาติเกาหลีใต้นำไปให้เกาหลีเหนือคือขนม ช็อกโค พาย นอกนั้นเป็นยารักษาโรค อาทิ ยาแก้ปวด
การรวมญาตินอกจากเป็นทั้งโอกาสของการได้พบปะกันครั้งแรกแล้ว ยังอาจเป็นการอำลาครั้งสุดท้าย เพราะเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะไม่มีวันได้พบกันอีกเลย







