ดับเบิลยูเอ็มโอชี้ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้หรือ"เอล นีโญ"ทำให้เกิดความแห้งแล้งในบางส่วนของโลกพร้อมกับทำให้เกิดน้ำท่วมในประเทศอื่นๆ
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกหรือดับเบิลยูเอ็มโอชี้ว่า ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ หรือ "เอล นีโญ" ที่ทำให้เกิดความแห้งแล้งในบางส่วนของโลกพร้อมกับทำให้เกิดน้ำท่วมในประเทศอื่น ๆ มีโอกาสเกิดขึ้นอีกครั้งในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวสาลี และน้ำตาล
แม้ว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ยังคงถกเถียงกันเกี่ยวกับความรุนแรงของเอล นีโญ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่สำนักอุตุนิยมวิทยาและศูนย์พยาการณ์อากาศของสหรัฐเตือนว่ามีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะเกิดเอล นีโญ 1 ครั้งในปีนี้
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกของสหประชาชาติระบุว่า มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะเกิดเอล นีโญระดับอ่อนภายในกลางปี 2557
ปรากฏการณ์เอล นีโญ ซึ่งมาจากภาษาสเปนแปลว่าเด็กชาย เป็นอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิคที่เกิดขึ้นทุก ๆ 4-12 ปี โดยครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 90 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 2,000 ราย และสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
เอล นีโญครั้งรุนแรงสามารถสร้างความแห้งแล้งให้กับผลผลิตการเกษตรในออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และแอฟริกา ขณะเดียวกัน ส่วนอื่น ๆ ของโลก เช่น แถบมิดเวสต์ของสหรัฐและบราซิลก็มีฝนตกหนัก
นางวาเนสซ่า ตัน นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนของบริษัทฟิลิป ฟิวเจอร์สในสิงคโปร์ กล่าวว่า โลกกำลังจะเผชิญกับเอล นีโญ ซึ่งหากได้รับการยืนยันก็อาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อปริมาณอาหารและทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในปี 2552 ปรากฏการณ์เอล นีโญ ทำให้เกิดหย่อมมรสุมในอินเดียจนนำไปสู่ความแห้งแล้งที่สุดในรอบเกือบ 4 ทศวรรษ และยังดันราคาน้ำตาลทั่วโลกแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี
ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียซึ่งปลูกข้าวกว่า 90% ของปริมาณข้าวทั่วโลกและเป็นผู้ผลิตหลักของสินค้ากาแฟและข้าวโพดนั้น ปรากฏการณ์เอล นีโญ อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตการเกษตรในไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน





