มาตรการเบรกร้อนแรง ฉุดยอดขายบ้านสิงคโปร์ หลังราคาพุ่งกระฉูดมา 3 ปี
บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ ขายบ้านส่วนตัวได้น้อยลง คิดเป็นกว่า 80% เมื่อเดือนธ.ค. เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เตรียมตัวตั้งรับการปีแห่งความยากลำบาก อันเป็นผลจากการที่รัฐบาลออกมาตรการมากมายเพื่อชะลอความร้อนแรงของตลาดอสังหาริมทรัพย์
โครงการใหม่ๆ และผู้ซื้อ ต้องสะดุดกับข้อจำกัดการกู้ยืมเงิน ทำให้ยอดขายบ้านมีเพียง 259 หลังเมื่อเดือนที่แล้ว อันเป็นจำนวนน้อยที่สุดตั้งแต่เดือนม.ค.2552
ในระยะหลัง รัฐบาลทั่วเอเชียกำลังพยายามชะลอความร้อนแรงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังจากราคาพุ่งขึ้นมา 3 ปีได้แรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยต่ำผลจากการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณของบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว
มีสัญญาณมากขึ้นว่าความพยายามของรัฐบาลทั้งหลาย เริ่มส่งผลกระทบอย่างมาก เห็นได้จากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วยอดขายอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี สำหรับในแดนลอดช่อง ซึ่งราคาอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัวพุ่งขึ้นประมาณ 50% ตั้งแต่ปี 2552 ก็คาดว่ายอดขายบ้านจะซบเซาในช่วงที่เหลือของปีนี้
อลิส แทน แห่งบริษัทที่ปรึกษาและวิจัย ไนท์แฟรงก์สิงคโปร์ ระบุว่าหากประเมินว่ามาตรการชะลอความร้อนแรงและปล่อยกู้ในปัจจุบันยังมีผลบังคับใช้อยู่ คาดว่ายอดขายโดยรวมจะลดลงอย่างน้อย 30% จากปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าความวิตกว่าสิงคโปร์กำลังจะเผชิญภาวะการปรับฐานของอสังหาริมทรัพย์รวมถึงตลาดสินเชื่อ เป็นการคาดหมายที่เกินเลยมากไป
นายเดสมอนด์ ซิม หัวหน้าฝ่ายวิจัยบริษัทซีบีอาร์อี คาดหมายว่ายอดขายอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ที่ 10,000-12,000 ยูนิตในปีนี้
เมื่อต้นสัปดาห์ ธนาคารกลางแถลงแสดงความเชื่อมั่นว่าสิงคโปร์ไม่เผชิญความเสี่ยงที่จะเกิดฟองสบู่สินเชื่อ และตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังมีเสถียรภาพ คำแถลงของสิงคโปร์มีขึ้นหลังจากนิตยสารฟอร์บส์คาดว่าแดนลอดช่องกำลังจะเผชิญปัญหาแบบไอซ์แลนด์ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายคนก็สนับสนุนท่าทีของทางการสิงคโปร์
บทความของฟอร์บส์เตือนว่าสิงคโปร์กำลังจะล่มสลายแบบเดียวกับไอซ์แลนด์ อันเป็นชาติหนึ่งของยุโรปที่เกือบล้มละลายเมื่อครั้งโลกเผชิญวิกฤติการเงินเมื่อปี 2551 และทำให้ระบบธนาคารของไอซ์แลนด์ได้รับผลกระทบไปด้วย
บทความเตือนว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ทำให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจกู้ยืมมากขึ้น จนทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งขึ้นนั้น อาจไม่ดำเนินไปตลอด ขณะที่ความเสี่ยงที่สหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็มีอยู่ อันจะทำให้ต้นทุนกู้ยืมทั่วโลกสูงขึ้นและทำให้ฟองสบู่ในที่ต่างๆ แตกออก รวมถึงสิงคโปร์ ทำให้นักลงทุนมีหนี้สินล้นพ้นจนจ่ายคืนไม่ได้
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของกรมการเงินสิงคโปร์ระบุว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังมีเสถียรภาพ ความสมดุลของรายได้ครัวเรือนก็แข็งแกร่ง และระบบการเงินเข้มแข็ง ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินมาตรการอย่างจริงจังในการชะลอความร้อนแรงของความต้องการภาคอสังหาริมทรัพย์
กรมการเงินระบุว่าสิงคโปร์ไม่ได้เผชิญฟองสบู่สินเชื่อที่ทำให้ประเทศหรือระบบธนาคารเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติ ขณะที่นายไมเคิล วัน นักเศรษฐศาสตร์ของเครดิตสวิส ระบุว่าการนำสิงคโปร์ไปเปรียบเทียบกับไอซ์แลนด์ สามารถเรียกความสนใจมาได้ แต่หากพิจารณาจริงๆ แล้วจะพบว่าทั้งสองประเทศมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคที่แตกต่างกันอย่างมาก





