วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นสหรัฐพุ่งสูงสุดรอบ 16 ปี

ตลาดหุ้นสหรัฐรอบปี 2556 พุ่งขึ้นถึง 30% ถือเป็นการทะยานขึ้นมากที่สุดในรอบ 16 ปี ระบุ ได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภค

ตลาดหุ้นสหรัฐรอบปี 2556 พุ่งขึ้นถึง 30% ถือเป็นการทะยานขึ้นมากที่สุดในรอบ 16 ปี ระบุ ได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภค สะท้อนเศรษฐกิจสหรัฐเคลื่อนไหวในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปดีที่สุดรอบ 4 ปี นักลงทุนคาดดีขึ้นต่อเนื่องในปีนี้

ตลาดหุ้นนิวยอร์กทำสถิติดีที่สุดตั้งแต่ปี 2540 โดยดัชนีสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) และดาวโจนส์ทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ หลังจากผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

ดัชนี เอสแอนด์พี 500 ขยับขึ้น 0.4% เมื่อวันอังคาร (31 ธ.ค.) อันเป็นวันสุดท้ายของปี 2556 และปิดตลาดที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ 1,848.36 ซึ่งหากนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2556 ก็ถือว่าดัชนีพุ่งขึ้น 30% อันถือเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 16 ปี

ส่วนดัชนีดาวโจนส์ขยับขึ้น 0.45% ปิดตลาดที่ระดับ 16,576.66 ซึ่งนับว่าสูงเป็นประวัติการณ์เช่นกัน และเมื่อนับรวมทั้งปี ปรากฏว่าปรับตัวขึ้น 27% อันนับเป็นการพุ่งขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ปี 2538 ได้แรงหนุนล่าสุดจากความมั่นใจของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในเดือนธ.ค. สู่ระดับใกล้เคียงกับเมื่อก่อนเกิดการปิดหน่วยงานภาครัฐเมื่อเดือนต.ค.

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้น ประกอบกับบรรยากาศการจับจ่ายที่คึกคักในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เป็นข่าวดีสำหรับบรรดาผู้ค้าปลีก ซึ่งพึ่งพารายได้ช่วงปลายปีอย่างมาก นอกจากนั้น การใช้จ่ายของผู้บริโภคยังมีสัดส่วนประมาณ 70% ของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่มีมูลค่า 17 ล้านล้านดอลลาร์

ข้อมูลของคอนเฟอเรนซ์บอร์ด ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคนับถึงวันที่ 17 ธ.ค. พุ่งไปอยู่ที่ระดับ 78.1 ทั้งที่มีการท้าทายมากมายตลอดทั้งปี โดยตัวเลขดังกล่าวถือว่าดีกว่าเดือนต.ค. ที่ลดลงไปต่ำสุดรอบ 7 เดือน ที่ระดับ 72 และใกล้เคียงกับระดับของเดือนก.ย. ที่ 80.2

ชี้เศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัว

นางลินน์ ฟรังโก นักเศรษฐศาสตร์ของคอนเฟอเรนซ์บอร์ด กล่าวว่า ผู้บริโภคได้แรงหนุนจากสภาพเศรษฐกิจที่เอื้อและตลาดแรงงานที่ดีขึ้น โดยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลระบุว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศช่วงไตรมาส 3 ขยายตัว 4.1% อันนับว่าสูงที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนธ.ค. ดัชนีเอสแอนด์พี 500 บวกไป 2.4% นับเป็นการปรับตัวขึ้นเดือนที่สี่ติดกัน แม้ว่าธนาคารกลางประกาศว่าจะเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตรตั้งแต่เดือนม.ค. ลงจากเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ เหลือ 75,000 ล้านดอลลาร์

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ดัชนีนิกเคอิในตลาดหุ้นโตเกียวของญี่ปุ่น ปิดท้ายปีที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 40 ปี ผลจากการที่นักลงทุนต่างชาติพากันเข้าลงทุนในตลาดหุ้นที่ซบเซามานานของญี่ปุ่น หลังจากรัฐบาลและธนาคารกลางนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ จนทำให้ค่าเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของธุรกิจ

ทั้งนี้ ดัชนีนิกเคอิปิดส่งท้ายปี 2556 ที่ระดับ 16,291.31 จุด เทียบกับวันสิ้นปีของปีที่แล้วที่ดัชนีอยู่ที่ระดับ 10,395.18 จุด คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 57% ซึ่งนายฮิการุ ซาโตะ นักวิเคราะห์แห่งบริษัทหลักทรัพย์ไดวา กล่าวว่า ปีที่แล้วถือเป็นปีที่ดีสำหรับการลงทุนในญี่ปุ่น และนักลงทุนจำนวนไม่น้อยคาดการณ์ว่าปีนี้จะเป็นปีที่การลงทุนในญี่ปุ่น ให้ผลตอบแทนได้ดีอีกปีหนึ่ง

ปี 2556 ถือเป็นปีที่ดัชนีนิกเคอิเพิ่มขึ้นสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2515 ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ คาดว่า ดัชนีนิกเคอิปีนี้จะปิดสิ้นปี ที่ระดับประมาณ 18,000 จุด

หุ้นยุโรปดีที่สุดรอบ 4 ปี

หุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นเมื่อวันอังคาร (31 ธ.ค.) อันเป็นการซื้อขายวันสุดท้ายของปี 2556 และดัชนีในหลายตลาดของปีที่แล้วปรับตัวขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ปี 2552 ขณะที่นักลงทุนจำนวนมากคาดว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้

แม้ว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยังเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ อย่างเช่นความเป็นไปได้ที่ผลตอบแทนพันธบัตรอาจพุ่งขึ้น หรือราคาน้ำมันที่อาจสูงขึ้นผลจากความวุ่นวายในตะวันออกกลาง แต่เทรดเดอร์คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะค่อยๆ ฟื้นตัว และเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้น

ดัชนีซีเอซี-40 ในตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดตลาดขยับขึ้น 0.5% ที่ระดับ 4,295.95 ทำให้ปีที่แล้วดัชนีหุ้นฝรั่งเศสบวกไป 18% สำหรับดัชนีไอเบกซ์ของสเปน ขยับขึ้น 0.2% ที่ระดับ 9,916.70 โดยเมื่อนับรวมทั้งปีแล้ว ดัชนีในตลาดหุ้นสเปนพุ่งขึ้น 21%

ดัชนีเอฟทีเอสอียูโรเฟิร์สต์ 300 ของเป็นดัชนีรวมของภูมิภาคยุโรป ขยับขึ้น 0.3% ที่ระดับ 1,315.22 ขณะที่ดัชนียูโรสตอกซ์ 50 ของประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร ขยับขึ้น 0.3% ที่ระดับ 3,109.02 ขณะที่เมื่อนับรวมทั้งปีแล้ว ดัชนีทั้งสองพุ่งขึ้น 16% และ 18% ตามลำดับเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ปี 2552 หลังจากมีสัญญาณหลายประการว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ประกอบกับมีการอัดฉีดเงินจากธนาคารกลางในระยะยาว ซึ่งหนุนนำให้ตลาดหุ้นทะยานขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป นับว่ายังน้อยกว่าตลาดหุ้นสหรัฐและญี่ปุ่น