วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คำต่อคำ:เฟดส่งสัญญาณยกเลิกคิวอี

เปิดเนื้อหาเฟดส่งสัญญาณลดคิวอี แบบ"คำต่อคำ" หลังตัวเลขว่างงานต่ำกว่า 6.5%-เงินเฟ้อ2.0%

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เอฟโอเอ็มซี) แถลงผลการประชุมในวันที่ 17-18 ธ.ค. มีรายละเอียดดังนี้

ข้อมูลที่ได้รับมานับตั้งแต่เอฟโอเอ็มซี จัดการประชุมในเดือนต.ค.บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังขยายตัวในอัตราปานกลาง โดยสถานการณ์ในตลาดแรงงานส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นต่อไป และอัตรา

การว่างงานร่วงลง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่วนการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนและการลงทุนทางธุรกิจในสินทรัพย์คงที่ได้เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวในภาคที่อยู่อาศัยได้ชะลอตัวลงบ้างในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และนโยบาย

การคลังกำลังจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าระดับการจำกัดนี้ อาจจะปรับลดลง ทางด้านอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายระยะยาวของ เอฟโอเอ็มซี ในช่วงที่ผ่านมา แต่การคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ

เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่ได้รับมอบตามกฎหมายนั้น เอฟโอเอ็มซี มีความต้องการที่จะส่งเสริมภาวะการจ้างงานสูงสุดและเสถียรภาพด้านราคา โดยเอฟโอเอ็มซี คาดการณ์ว่าการผ่อนคลายนโยบายในระดับที่เหมาะสมจะช่วยให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นจากระดับในช่วงที่ผ่านมา และอัตราการว่างงานจะปรับตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนเข้าใกล้ระดับที่ เอฟโอเอ็มซี มองว่าสอดคล้องกับเป้าหมายทั้งสองประการดังกล่าว นอกจากนี้ เอฟโอเอ็มซี ยังมองว่า ความเสี่ยงที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงานได้ปรับตัวเข้าใกล้ภาวะที่เกือบสมดุลในช่วงที่ผ่านมา

เอฟโอเอ็มซี ตระหนักว่า อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ต่ำกว่าระดับเป้าหมายที่ 2 % อย่างต่อเนื่อง อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ และ เอฟโอเอ็มซี กำลังจับตามองความเปลี่ยนแปลงด้านเงินเฟ้ออย่างระมัดระวัง เพื่อหาหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเข้าใกล้ระดับเป้าหมายในระยะกลาง

หลังจากพิจารณาถึงขนาดการปรับลดงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐนับตั้งแต่เฟดเริ่มต้นดำเนินโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์รอบปัจจุบัน เอฟโอเอ็มซี ก็มีความเห็นว่า การที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ในตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ถือเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจในวงกว้างที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการเข้าใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มที่ และเนื่องจากสถานการณ์ในตลาดแรงงานมีแนวโน้มดีขึ้น เอฟโอเอ็มซี จึงตัดสินใจปรับลดอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงเล็กน้อย โดยตั้งแต่เดือนม.ค.2014 เป็นต้นไป

เอฟโอเอ็มซี จะปรับเพิ่มปริมาณการถือครองหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ (หน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ ) ในระดับ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน แทนที่จะเป็น 4 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน และจะปรับเพิ่มปริมาณการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวในระดับ 4.0 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน แทนที่จะเป็น 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน

เอฟโอเอ็มซี จะดำเนินนโยบายเดิมต่อไป ในการนำเงินต้นที่ได้รับจากตราสารหนี้ของ หน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ และหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ มาลงทุนใหม่ในหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของ หน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ และจะต่ออายุพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ครบกำหนดไถ่ถอนในการประมูล

ทั้งนี้ การที่เอฟโอเอ็มซี ถือครองหลักทรัพย์ระยะยาวจำนวนมาก และยังคงปรับเพิ่มปริมาณการถือครองต่อไป น่าจะส่งแรงกดดันในช่วงขาลง ต่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาว, สนับสนุนตลาดจำนอง และน่าจะช่วยให้สถานการณ์ทางการเงินในวงกว้างอยู่ในภาวะผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น และสิ่งนี้น่าจะเป็นการส่งเสริมให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และช่วยรับประกันว่าอัตราเงินเฟ้อในอนาคตจะอยู่ในระดับที่สอดคล้องที่สุดต่อภารกิจทั้งสองประการของเฟด

เอฟโอเอ็มซี จะจับตาข้อมูลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และ เอฟโอเอ็มซี จะยังคงเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและหลักทรัพย์ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนองของหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐต่อไป และจะใช้เครื่องมืออื่นๆ ด้านนโยบายตามความเหมาะสม จนกว่าแนวโน้มของตลาดแรงงานจะปรับตัวดีขึ้นเป็นอย่างมากในบริบทของเสถียรภาพด้านราคา

ถ้าหากข้อมูลส่วนใหญ่ที่ออกมาในอนาคตสนับสนุนการคาดการณ์ของเอฟโอเอ็มซี ที่ว่า สถานการณ์ในตลาดแรงงานจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อจะปรับเข้าใกล้ระดับเป้าหมายในระยะยาว เอฟโอเอ็มซี ก็มีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในการประชุมครั้งต่อๆไป อย่างไรก็ดี การเข้าซื้อสินทรัพย์นี้ไม่ได้มีการกำหนดแนวทางไว้ล่วงหน้า และการตัดสินใจของเอฟโอเอ็มซี เกี่ยวกับอัตราการเข้าซื้อจะยังคงขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ของ เอฟโอเอ็มซี ที่มีต่อแนวโน้มตลาดแรงงานและภาวะเงินเฟ้อ และการประเมินแนวโน้มประสิทธิภาพและต้นทุนของการเข้าซื้อดังกล่าว

เพื่อเป็นการสนับสนุนความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องที่จะนำไปสู่ภาวะการจ้างงานสูงสุดและเสถียรภาพด้านราคา เอฟโอเอ็มซี จึงได้ยืนยันในวันนี้ต่อความเห็นของ เอฟโอเอ็มซี ที่ว่า นโยบายการเงินที่มีจุดยืนแบบผ่อนคลายอย่างมาก จะยังคงเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อไปเป็นเวลานาน หลังจากโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์สิ้นสุดลง และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทวีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เอฟโอเอ็มซี ยืนยันการคาดการณ์ที่ว่า กรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษที่ 0-0.25% ในปัจจุบันจะยังคงเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อไป ตราบใดที่อัตราการว่างงานยังคงอยู่สูงกว่า 6.5% และอัตราเงินเฟ้อสำหรับช่วง 1-2 ปีข้างหน้าได้รับการคาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่า 0.5% เหนือเป้าหมายระยะยาวที่ เอฟโอเอ็มซี ตั้งไว้ที่ 2% และการคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อในระยะยาวยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม

"ในการกำหนดว่า เอฟโอเอ็มซี จะใช้นโยบายการเงินที่มีจุดยืนแบบผ่อนคลายมากเป็นเวลานานเพียงใดนั้น เอฟโอเอ็มซี จะพิจารณาข้อมูลอื่นๆประกอบด้วย ซึ่งรวมถึง มาตรวัดสำหรับสถานการณ์ในตลาดแรงงาน, สัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และ การคาดการณ์เงินเฟ้อ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางการเงิน ทั้งนี้ เมื่อได้มีการประเมินปัจจัยเหล่านี้

เอฟโอเอ็มซีจึงคาดการณ์ในขณะนี้ว่า มีแนวโน้มว่าสิ่งที่จะมีความเหมาะสม คือการตรึงกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ระดับปัจจุบันต่อไปเป็นเวลานาน หลังจากอัตราการว่างงานร่วงผ่านระดับ 6.5 % ลงไปแล้ว โดยเฉพาะถ้าหากตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายระยะยาวที่ เอฟโอเอ็มซี ตั้งไว้ที่ 2 % โดยเมื่อใดก็ตามที่ เอฟโอเอ็มซี ตัดสินใจเริ่มต้นยกเลิกนโยบายแบบผ่อนคลายทาง เอฟโอเอ็มซี ก็จะใช้วิธีการที่มีความสมดุลและสอดคล้องกับเป้าหมายในระยะยาวในการส่งเสริมภาวะการจ้างงานสูงสุด และทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2 %

ทั้งนี้ กรรมการ เอฟโอเอ็มซี ที่ลงคะแนนเสียงเห็นชอบต่อการ ดำเนินนโยบายการเงินในครั้งนี้ ได้แก่ นายเบน เอส เบอร์นันเก้ ประธานเฟด นายวิลเลียม ซี ดัดลีย์ รองประธาน นายเจมส์ บูลลาร์ด นายชาร์ลส์ แอล อีแวนส์ นางเอสเธอร์ แอล จอร์จ นายเจอโรม เอช พาวเวล นายเจเรมี ซี สไตน์ นายแดเนียล เค ทารุลโล และนางเจเน็ต แอล เยลเลน ส่วนกรรมการที่ลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วย ได้แก่ นายเอริค เอส โรเซนเกรน ซึ่งเชื่อว่าในช่วงที่อัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับสูง และอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับเป้าหมายเป็นอย่างมากนั้น การปรับเปลี่ยนโครงการเข้าซื้อสินทรัพย์ถือเป็นสิ่งที่เร็วเกินไปจนกว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในอนาคตจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตอย่างยั่งยืนในอัตราที่สูงกว่าอัตราศักยภาพ